ดว งพระชะต า รัชกาลที่ 7

“ทองหยิน เจ๊กบ้า” คือ พระดำรัส ของ ‘ทูลหม่อมเล็ก’ ผู้ซึ่งเป็น ‘เจ้าฟ้าชาย’ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และช่วงเวลาที่ทรงมีพระดำรัสดังว่านั้น ทรงดำรงพระอิสริยยศที่ ‘สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขไทยธรรมราชา’ ในรัชกาลที่ 6

เหตุแห่งพระดำรัสนั้นเกิดจาก คำทำนาย ของ จีนทองหยิน ณ สำนักโหรมีชื่อของสยามนั่นเอง ซึ่งความเรื่องนี้มีอยู่ว่า…ครั้งหนึ่ง มีสุภาพบุรุษวัยหนุ่ม ผู้มีร่างเล็กแบบบาง มีหนวดแหย็มประทับเหนือริมฝีปากประปราย ก้าวลงรถยนต์ฟอร์ดรุ่นปี 1910 หลังจอดเทียบสนิทบริเวณสี่แยกวัดตึก แล้วเร่งดุ่มเข้าไปในสำนักโหร ‘จีนทองหยิน’ ผู้ขึ้นชื่อในการตรวจทำนายปูมชะตาของเหล่าชนชั้นกลางในสมัยนั้น กระทั่งได้รับความยกย่องนิยมนับถือจากเจ้านายเชื้อพระวงศ์อยู่ไม่น้อย จึงไม่เป็นการแปลกอะไรที่โหรทองหยินจะได้ต้อนรับอาคันตุกะแปลกหน้า แต่บารมีฉายชัดว่าอยู่ในตระกูลสูงอย่างแน่นอน

อาคันตุกะหนุ่มได้เร่งให้โหรจีนทำนายทายทักตามแบบวิธีการของจีนทองหยิน ซึ่งไม่ใช่การลงเลขคูณหารตรวจปูมชะตาบนกระดานเหมือนโหรทั้งหลายทั่วไป แต่โหรจีนกลับเพียงแค่สอบถามวันเดือนปีเกิด และได้รับคำตอบเรียบๆ กลับมาว่า “วันพุธ แรม 15 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเส็ง”

โหรทองหยินเพ่งวงหน้าเจ้าของดวงชะตาอยู่ขณะหนึ่ง แล้วบอกให้ลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมา ซึ่งตัวโหรเองมองดูท่าทางกิริยาวิธีการเดินของชายผู้นั้นอย่างสนใจ และทันทีเจ้าของดวงชะตาทรุดตัวลงตามเดิม ตัวโหรก็เบิกตาโพลง ลอดสายตาเพ่งออกมานอกแว่น จดจ้องอยู่กับดวงหน้านั้นผู้ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนับแต่มาเหยียบเมืองไทย เหมือนกับจะไม่เชื่อตัวเองว่า สุภาพบุรุษที่นั่งอยู่ตรงหน้าจะมีดวงชะตากำเนิดสูงละลิ่วอย่างเทพที่จุติลงมาเพื่อปกครองแผ่นดินไทย เพื่อเป็นเจ้าชีวิตของคนไทยทั้งชาตินี้ พลางโหรจีนทองหยินกล่าวออกมาอย่างละล่ำละลักว่า

“วาสนาลื้อสูงมาก ลื้อจะได้เป็นกษัตริย์…” น้ำเสียงเขาขาดเป็นห้วงๆ และเน้นคำว่า ‘กษัตริย์’ พร้อมสำทับซ้ำว่า “ลื้อจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองเมืองนี้” จบคำจีนทองหยินก็ทรุดตัวลงเบื้องล่าง ยกมือขึ้นประนมสาธุการแก่สุภาพบุรุษผู้นั้น อาคันตุกะหนุ่มเพ่งดูใบหน้าโหรทองหยินพลางหัวเราะอยู่ในลำคอ เป็นการหัวเราะที่แสดงความขบขันคล้ายๆ กับจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า “นี่น่ะหรือ ทองหยิน โหรเอกที่คนเลื่องลือกันทั้งเมือง นี่น่ะหรือที่ใครๆ โจษจันกันว่าทำนายทายทักปูมชะตาแม่นยำนัก” แล้วก็หัวเราะให้กับอาการสั่นงันงกนั้นอีกครั้ง จ่ายค่าตอบแทนการทำนายแล้วขับรถจากไป

เบื้องหลังการจากมาขงอรถยนต์ฟอร์ดคือภาพของโหรทองหยินที่พาร่างอันสั่นเทาของตัวเองออกมาชะเง้อชะแง้มองตามรถคันนั้นจนกระทั่งลับสายตาไป ท่ามกลางความรู้สึกสับของทองหยินว่า ชายผู้มีดวงดาวชะตากำเนิดรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าคนที่เคยดูมาตลอดชีวิตของความเป็นโหรนี้…คือใคร?จากสำนักโหรทองหยิน รถฟอร์ดคันนั้นก็มุ่งสู่ชายสนามเทนนิส ณ วังบ้านดอกไม้ ของ ‘เสด็จในกรมพระกำแพง’ (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน ในรัชกาลที่ 6 / พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน) ซึ่งเชื้อพระวงศ์ในครอบครัว และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในกรมรถไฟที่เสด็จในกรมทรงเป็นผู้บัญชาการกำลังดวลสวิงลูกสักหลาดกันอย่างสนุกสนาน

แล้วเสียงแจ้วๆ ของสุภาพสตรีสาวผู้แจ่มใสและร่าเริงก็ดังขึ้นทางอีกฟากของสนาม พร้อมกับผุดลุกขึ้น ดังมาว่า “ทูลหม่อมเล็ก เสด็จแล้ว!”‘ทูลหม่อมเล็ก’ ทรงดำเนินลงมายังชุมนุมของครอบครัว ‘ราชสกุลฉัตรชัย’ อย่างองอาจสง่าผ่าเผย ด้วยท่วงท่าของนายร้อยโทแห่งกรมทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์ ของพระเจ้ากรุงอังกฤษออลเดอชอดในอดีต ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศ ‘นายพันโท สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขไทยธรรมราชา’ ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยทหารบกชั้นประถม พระอนุชาธิราชแห่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และสุภาพสตรีเจ้าของสุรเสียงใสนั้นก็คือ ‘หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี’ พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ (พระอนุชาในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) ซึ่งโดยฐานันดรแห่งราชตระกูลก็คือ ‘เจ้าพี่ – เจ้าน้อง’ และเป็นที่รู้กันว่าได้ทรงมีจิตปฏิพัทธ์ต่อกัน

ชั่วขณะนั้น คำทำนายของโหรทองหยิน ยังก้องอยู่ในพระกรรณของ ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศุโขไทยธรรมราชา’ เมื่อทรงเล่าคำทำนายนั้น ในที่ประชุมครอบครัวฉัตรชัย ก็ได้มีเสียงสรวลด้วยความขบขัน เพราะในขณะนั้นคำทำนายที่ทรงได้ฟังมา ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากโดยลำดับการสืบสันติวงค์ต่อจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น จะต้องผ่าน ‘ทูลกระหม่อมจักรพงษ์’ (สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ) และ ‘ทูลกระหม่อมอัษฎางค์’ (สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา) อีกถึงสองพระองค์ ดังนั้น ครอบครัวราชสกุลฉัตรชัยและทูลหม่อมเล็กจึงทรงถือว่าคำทำนายของจีนทองหยินเป็นเรื่องไร้สาระทั้งเพ

และเมื่อเสียงหัวเราะในกลุ่มนั้นเงียบลง ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศุโขไทยธรรมราชา’ จึงมีพระดำรัสสั้นๆ ว่า “ทองหยิน เจ๊กบ้า”ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสด็จทิวงคต เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2463 ณ ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างการเสด็จประพาสทะเลฝั่งแหลมมลายู และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา เสด็จทิวงคต ณ พระตำหนักวังสวนกุหลาบ พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 ซึ่งทั้ง 2 พระองค์เสด็จทิวงคตก่อนการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ดังนั้น ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศุโขไทยธรรมราชา’ ผู้เป็นพระอนุชาพระองค์เล็ก จึงได้ขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากพระบรมเชษฐาธิราช เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี

อ้างอิง: จากเรื่อง ‘พระปกเกล้าฯ’ ซึ่งรวมอยู่ในหนังสือเรื่อง ‘บุกบรมพิมาน’ โดย ‘แหลมสน’ ภาพ 1 : พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 (ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขไทยธรรมราชา)ภาพ 2: สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา และ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัฒน์ (สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี) ทรงฉายก่อนที่จะทรงอภิเษกสมรสภาพ 3: สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา และ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัฒน์ ทรงฉายในวันพระราชพิธีอภิเษกสมรสภาพ 4: พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (จากซ้าย: สมเด็จฯ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ / สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวชิราวุธ / สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ / สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ / สมเด็จฯ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ และ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก)

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก
https://bit.ly/3p4W96j

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *