จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เจ้านายราชตระกูล ตั้งแต่ลูกฉันเปนต้นลงไป ตลอดจนถึงราษฎรที่ต่ำที่สุด จะให้ได้มีโอกาศเล่าเรียนได้เสมอกัน ไม่ว่าเจ้า ว่าขุนนาง ว่าไพร่ เพราะฉนั้น จึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้จะเปนข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุตสาห์จัดให้เจริญขึ้นจงได้”พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ณ ที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ เมื่อปี พ.ศ. 2427อันเป็นจุดเริ่มต้นของ การกำเนิด ‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือกำเนิดมาจากโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถาบัการศึกษานี้ขึ้น ณ ตึกยาวข้างประตูพิมานชัยศรี ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อปี พ.ศ. 2442

และในเวลาต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนมหาดเล็ก เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2445 และได้ดำเนินการในชื่อนี้อย่างต่อเนื่องจวบจนสิ้นรัชกาล โดยในช่วงเวลาสุดท้ายแห่งพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคำนึงถึง ‘ยูนิเวอซิตี’ ของสยามที่จะตั้งพระราชหฤทัยทำให้สำเร็จ ซึ่งเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) กราบบังคมทูลเรื่องนี้ต่อรัชกาลที่ 6 ความตอนหนึ่งว่า

“…ก่อนเสด็จสวรรคตนั้น (รัชกาลที่ 5) ได้ทอดพระเนตรสถานที่ จึงมีพระราชกระแสว่า ‘ที่บริเวณวัดราชบุรณะนั้นไม่กว้างใหญ่เท่าที่ทรงเข้าพระราชหฤทัย ไม่ใหญ่พอที่จะเป็นมหาวิทยาลัยในข้างหน้า…ที่จะคิดให้เป็นมหาวิทยาลัยนั้นต้องไปจับที่ประทุมวัน เพราะพื้นที่กว้างใหญ่ มีทางที่จะเปิดให้กว้างขวางสำหรับการข้างหน้าได้ และที่ไผ่สิงห์โตก็มีเป็นทุนอยู่แล้ว โปรดเกล้าฯ ว่าจะคิดอย่างไรก็ให้คิดเสีย”

 

ดังนั้น ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์ได้ทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระบรมราโชบายในสมเด็จพระบรมชนกาธิราชที่จะ ให้มีมหาวิทยาลัยขึ้นสำหรับเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาวสยาม” และเพื่อการผลิตบุคลากรให้รับราชการ เพื่อช่วยในกิจการการปกครองบ้านเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็ก ขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษา พระราชทานนามว่า “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2453

โดยในครานั้น มีสภากรรมการจัดการกับทั้ง พระราชทานเงิน ที่เหลือจากการสร้างพระบรมรูปปิยมหาราชานุสาวรีย์ จำนวน 982,672.47 บาท เป็นทุนในการก่อสร้างด้วยต่อมาในปี พ.ศ. 2456 สภากรรมการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนได้ปรึกษาเห็นสมควรสร้างตึกใหญ่ของโรงเรียน หรือตึกบัญชาการเป็นแบบไทย โดยมอบให้ ดอกเตอร์คาร์ล ดอห์ริง (Dr. Karl Dohring) นายช่างชาวเยอรมัน ซึ่งรับราชการในกระทรวงมหาดไทย และมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ด ฮีลีย์ (Edward Healey) นายช่างชาวอังกฤษ ซึ่งรับราชการในกระทรวงธรรมการ เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ โดยใช้แบบไทยโบราณที่สุโขทัยและสวรรคโลกเป็นแบบตึกของโรงเรียน ซึ่งปรากฏเป็นถาวรวัตถุอันทรงคุณค่าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา

ครั้นในปี พ.ศ. 2458 เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ได้กราบทูลถึงเรื่องการตั้งมหาวิทยาลัยต่อล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ซึ่งพระองค์ก็ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบด้วย ในปีต่อมาจึงมีพระบรมราชโองการประดิษฐาน “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459

โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมมหาวิทยาลัยขึ้นอีกกรมหนึ่ง ขึ้นตรงต่อกระทรวงธรรมการ โดยมี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นชัยนาทนเรนทร ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยเป็นพระองค์แรก และมีพระยาอนุกิจวิทูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคนแรก (ต่อมาตำแหน่งนี้เปลี่ยนไปเรียกเป็นอธิการบดี)ในด้านการเรียนการสอนช่วงแรกนั้น มีการจัดการศึกษาเป็น 4 คณะ อันได้แก่ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ ขอพระราชทานกรรมสิทธิที่ดินที่ได้รับเช่า ทางกระทรวงการคลัง จึงได้ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิที่ดิน อันเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ให้แก่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้มีความเห็นชอบ และนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฏรอันเป็นที่มาของ ประกาศเป็นพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พุทธศักราช 2482 ซึ่งลงนามโดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2482

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนาและขยายด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการขยายสาขาการเรียนการสอนต่าง ๆ ให้กว้างขวางขึ้น ซึ่งเน้นการศึกษาในระดับปริญญาตรีเป็นหลัก ปัจจุบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการเรียนการสอนประกอบด้วย 19 คณะ 1 สำนักวิชา ครอบคลุมทั้งสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ มีหน่วยงานประเภท วิทยาลัย 3 แห่ง บัณฑิตวิทยาลัย 1 แห่ง สถาบัน 14 แห่ง และสถาบันสมทบอีก 2 สถาบัน

ทั้งนี้ ตราสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย คือ ‘พระเกี้ยว’ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์อันทรงคุณค่าของชาวจุฬาฯ ที่สืบเนื่องจากชื่อของมหาวิทยาลัยได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้พระราชทานกำเนิดมหาวิทยาลัยนี้โดยเดิมที รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดให้พระเกี้ยวเป็นพิจิตรเรขาประจำรัชกาลของพระองค์ ครั้นตั้งสถาบันแห่งนี้ขึ้นเป็นโรงเรียนฝึกหัดข้าราชการพลเรือนหรือโรงเรียนมหาดเล็ก

พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระเกี้ยว เป็นเครื่องหมายหน้าหมวกของนักเรียนมหาดเล็ก และได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้พระเกี้ยวเป็นเครื่องหมายของโรงเรียน และคงเป็นเครื่องหมายของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจวบจนปัจจุบัน นอกจากนี้ ‘สีชมพู’ อันเป็นสีประจำสถาบันการศึกษาแห่งนี้ ก็เป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ (วันอังคาร) ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 อีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก
https://bit.ly/3EoSsOR

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *