ตุ๋ย นวลปรางค์ ล่าสุด

นวลปรางค์ ตรีชิต เกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2499 เริ่มต้นจากการเป็นนางแบบ ในยุคเดีย จบมัธยมจากหอวัง ลินดา ค้าธัญเจริญ, เพ็ญพร ไพฑูรย์, รุ่งนภา กิตติวัฒน์และดวงตา ตุงคะมณี จากการชักชวนของ ทอม เชื้อวิวัฒน์

ช่างภาพชื่อดังในยุคนั้น เธอถูกจัดเป็นนางแบบชั้นแนวหน้า ด้วยบุคลิกที่โดดเด่น สง่างาม ใบหน้าสวยหวานแบบหยิ่งๆ ท่าเดินเหมือนนางพญา ดึงดูดสายตาผู้ที่ได้ยล ทำให้เธอมีทั้งงานเดินแบบบนแคทวอล์คให้ห้องเสื้อต่างๆ

หนีไปนอก14 ปี หอบลูกกลับไทยพร้อมน้ำตา ‘ตุ๋ย นวลปรางค์’ ถอนเงินหมดบัญชี ส่งลูกเรียนอเมริกา จนคว้าปริญญา 2 ใบนักแสดงรุ่นใหญ่ “ตุ๋ย นวลปรางค์” เจ้าของตำนานยุคแรก ดาราเป็นของเล่นไฮโซ พร้อมเปิดชีวิตคู่ 14 ปีสุดช้ำ โดนแย่งสามีแบบไม่รู้ตัว กอดคอลูกชายร้องไห้หวั่นกลัวจะเป็นบ้าทั้งแม่และลูก

หรือว่าเครียดหนักเพราะถูกตราหน้าว่าเป็นแม่ที่ดีไม่ได้ ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง วัน31 ที่มีใบเฟิร์น พัสกร และบูม สุภาพร เป็นพิธีกรดำเนินรายการ ไม่ได้ถ่ายละครเกือบ2ปีแล้วคิดถึงไหมก็คิดถึงนะแต่ว่ามีอย่างอื่นต้องทำนิดหน่อย มีกิจการร้านทำเล็บ แถวรัชดา ซึ่งช่วงนี้ร้านก็ปิดๆเปิดๆเนื่องจากสถานการณ์โควิด ตอนนี้เงินที่มีอยู่ก็น่าจะสามารถเยียวร้านได้ประมาณอีก 2 เดือน

ถ้าหลังจากนี้ยังไม่ดีขึ้นก็อาจจะต้องสวัสดีลาก่อน นอกจากนี้ก็มีรายได้จากลูกชาย ลูกชายให้บ้างค่ะ เราบอกว่าการให้เงินแม่ก็เหมือนการทำบุญ เขาดูแลดีมาตลอด มีคนขับรถให้เราเข้าวงการตั้งแต่อายุ 17-18 ตอนนี้ลูกชายก็อายุ 31 ปีแล้ว ตอนนั้นเป็นนางแบบเล่นละคร หลังจากนั้นเราก็แต่งงานมีผัวเลย เข้าวงการบันเทิงก็จากการประกวดนางงาม

หลังจากนั้นก็เริ่มถ่ายแบบเดินแฟชั่นแล้วก็ได้มาเล่นละคร ดาราเป็นของเล่นของไฮโซ มันตรงข้ามกันไหมไฮโซก็เป็นของเล่นของเราสิ เพราะไฮโซเขาก็อยากเจอดารา อยากกินข้าวกับดาราเพราะมันไม่ได้หมายความว่าตอนจบเราต้องไปนอนกับเขานี่

เราก็เห็นว่าเขาเป็นของเล่นได้นี่เขาอยากเลี้ยงข้าว เราก็พาเพื่อนไปสิ คนนี้มาจีบเพื่อนเราแล้วก็เฮกันไป เราควรจะเป็นคนเลือกเขาซึ่งบางทีเราก็ไม่ได้เลือกเขาด้วยหรือบางทีเขาก็ไม่ได้เลือกเราด้วย คนนี้ทำให้เราลาจากวงการบันเทิงและไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ ใช่ มันก็คงถึงเวลา ผู้ชายคนนี้เป็นคนแรกที่ขอเราแต่งงาน สมัยก่อนอายุ 25 ก็ถือว่าแก่แล้ว ควรจะมีสามี

เขาเป็นคนไทยแต่ต้องไปอยู่เมืองนอกและเราเองตอนนั้นก็อยากอยู่เมืองนอก ก็ใช้เวลาคุยกันไม่นาน เกือบปี ย้ายไปอเมริกาชีวิตเปลี่ยน เป็นพนักงานเสิร์ฟ เจ้าของร้านอาหารไทย 3 สาขา ตอนแรกไปเราก็ใส่ส้นสูง 3 ถึง 4 นิ้วเดินเสิร์ฟแล้วร้านขายดีมากใส่ส้นสูงเสิร์ฟก็ไม่ไหว ก็เลยหันมาใส่รองเท้าผ้าใบ บางครั้งก็ล้างจานเอง บางครั้งก็ช่วยจัดจานในกรณีที่คนไม่พอ ไม่ได้รู้สึกลำบากเพราะเราอยู่ในฐานะเจ้าของ อยู่อเมริกาทั้งหมด 14 ปีแล้ว

เหตุผลกลับไทย ก็ไม่อยากพูดถึงเยอะ วันดีคืนดีเขาบอกว่าจะกลับไปอยู่เมืองไทย เขาบอกว่าเราควรจะเลิกกัน เขาบอกว่าเขาต้องไปทำโครงการที่เหนือ คิดว่าเขาคงไปเจอสาวเหนือเราก็นึกไม่ถึงยืนอยู่ดีๆเขาก็ถีบตกน้ำ ทั้งอ้อนวอน ขอร้องว่าอย่าไปเลย คือพยามจะยื้อไว้ให้นานที่สุด แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ ถือเป็นเรื่องใหญ่มากในชีวิต เหมือนนินทาคนตาย มันก็เป็นเรื่องปกติของผู้ชายส่วนใหญ่มันก็จะมีช่วงหนึ่งของชีวิตที่เบื่อแล้ว บางคนเบื่อแล้วกลับมา บางคนเบื่อแล้วกลับไม่ถูก ทำใจนานไหม ก็3-4เดือน ตอนนั้นเราก็ยังอยู่ที่ต่างประเทศ ทำงานเลี้ยงลูก ตอนนั้นไม่โกรธเพราะไม่มีเวลาที่จะโกรธ

เพราะเราต้องหาเงินทำงานเช้ายันเย็น ลูกจะต้องไปโรงเรียน ถามว่าเสียใจร้องไห้มีไหมมันก็มี แต่ถึงเวลานึงเราต้องอยู่ให้ได้ เพราะเรามีลูก ตอนนั้นลูกอายุ 7 ขวบ ก็ยังไม่บอกลูก จนกลับมาอยู่เมืองไทยลูกก็ถามว่าทำไมมาอยู่เมืองไทยนานจัง เมื่อไหร่จะกลับบ้านเรา พ่อไปทำงานนานจังเลย หย่ากันเลยใช่ไหม ก็หย่ากันตั้งแต่เมืองนอก เพราะไม่ได้จดทะเบียนที่เมืองไทยถูกครหาเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวตกอับกลับมาอยู่ไทย มันก็ห้ามไม่ได้ มีคนพูดว่าหย่ากับผัวกลับมาอยู่เมืองไทย คนก็คิดว่าเราไม่มีเงินแล้ว คงไม่มีอะไรกลับมา

เห็นว่าลูกชายก็ประสบความสำเร็จ เรียนเมืองนอกได้เกียรตินิยม ส่งไป3ปีเงินในบัญชีเทหมดหน้าตัก ก็ไม่ผิดหวังเลยจริงๆตอนนี้ทำงานบริษัทฝรั่ง เรียนเกี่ยวกับวิศวะกร พร้อมสนับสนุนลูกทุกอย่างเลยลูกชายสูงมากสูง 194 เซนติเมตร

สิ่งเดียวที่คุยได้ตลอดชีวิตก็คือลูกชายนี่แหละเป็นการลงทุนที่คุ้มที่สุด เคยกอดคอกันร้องไห้แต่คิดว่าเราจะอยู่กันยังไง เพราะหลายหลายอย่างลูกก็ยังไม่ชินและยังปรับตัวไม่ได้ พอลูกดีขึ้นเราก็ดีขึ้นมันใจมันชื้น พอลูกเริ่มอ่านเขียนหนังสือได้เราก็เริ่มบอกลูกด้วยการเอาจดหมายที่พ่อเคยเขียนขอโทษเราให้ลูกดู

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก
https://bit.ly/3jpTuST

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *