ชีวิตหลังฝ่าฟัน ปุ๊ ปิยะมาศ

ปุ๊ ปิยะมาศ” น้ำตาแตก เปิดใจป่วยเป็นไวรัสซี เพราะรับเลือดจากคนอื่น ถึงกับช็อกหลังรู้ว่าตับเสียไปแล้วกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ยากในการเยียวยา เจ้าตัวรับทรมานถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย พร้อมเผยรักษามา 3 เดือนจ่ายเกือบล้าน เคยสร้างความฮือฮาด้วยการเปลื้องผ้าถ่ายนู้ดมาแล้ว จู่ๆ ทำเอาหลายคนช็อกไปตามๆ กัน เมื่อรู้ข่าวการป่วยของนักแสดงวัย 50 กว่าๆ “ปุ๊ ปิยะมาศ โมนยะกุล” ว่าป่วยเป็นไวรัสซี เป็นเหตุให้ตับเข็งและเสียตับไปแล้วกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ร่างกายพ่ายผมซูบซีดไม่เหลือเค้าความเซ็กซี่แม้แต่น้อย

ล่าสุด เจ้าตัวได้เปิดบ้านให้ “บันเทิงออนไลน์” บุกไปสัมภาษณ์ถึงที่บ้าน งานนี้ทำเอานักแสดงรุ่นใหญ่ถึงกับปี่แตกปล่อยโฮ เมื่อต้องเล่าถึงความทรมานในการต่อสู้กับโรคร้ายนี้ รวมถึงมุมมองชีวิตหลังจากรอดตายมาได้ว่าควรจะอยู่เพื่อแบ่งปันคนอื่นบ้าง“เริ่มรู้สึกว่าร่างกายตัวเองผิดปกติเมื่อปี 2 ปีหลังนี่แหละ รู้สึกว่าตัวเองเริ่มเหนื่อยมากผิดปกติ ทำงานกลับมามันจะเหนื่อยเหมือนไม่มีแรง ซึ่งเราไม่เคยเป็น ทีแรกคิดว่าเพราะทำงานเยอะหรือว่าเราอายุมากขึ้นหรือเปล่า แล้วจะมีปัญหาเรื่องการย่อย มันจะแน่นทานอะไรเข้าไปนิดนึงมันจะไม่ย่อย มันจะจุกเสียดแล้วก็ท้องอืดท้องเฟื้อ ทรมานบอกไม่ถูก แล้วก็เริ่มมีเม็ดแดงๆ ขึ้นเหมือนไฝแดง แล้วใหญ่ขึ้นๆ”

“ส่วนมากขึ้นตามแขนขวาและหน้าอก มันจะมีแฉกคลายๆ ใยแมงมุม แต่พี่ก็ยังไม่คิดอะไร จนเพื่อนที่เป็นหมอทักว่าอาการแบบนี้เหมือนอวัยวะภายในอักเสบมากนะ แต่ก็ยังไม่ยอมตรวจเลยนะ งานยุ่งอยู่ 2-3 เดือน เพราะคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะ ก็รอจนงานเสร็จเดือนสิงหาคมพี่ไปเช็กก็เจอไวรัสซีเลย หมอต้องเช็กตับ ปรากฏว่า ตับอักเสบไปประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคุณหมอก็ให้กำลังใจดีมากบอกไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเรามาช่วยกันคุณปิยะมาศต้องทำใจให้สบายอย่าเครียด เป็นหน้าที่ของหมอเอง”

“คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก ฟังแล้วมันดูคุ้น แต่ที่จริงมันเป็นโรคใหม่ วงการแพทย์ทั่วโลกรู้จักมาประมาณ 10 กว่าปี ปกติมันจะมีไวรัส เอกับบีใช่มั้ย แต่ตัวนี้มันเป็นไวรัสซี ซึ่งเป็นอะไรที่แข็งแรงมาก และมีผลรุนแรงมาก ที่น่ากลัวคือ เราเป็นโดยไม่รู้ตัว มันจะเป็นระยะฟักตัวอยู่ในผู้ป่วยเป็น 10 ปี แต่ของพี่เกือบ 20 ปีได้แล้ว มันเพิ่งมาแสดงอาการ เพราะฉะนั้นมันจะอันตรายกับคนที่เป็นเยอะแล้ว”

“กว่าพี่จะรู้ว่าตัวเองเป็นไวรัสซีตับพี่เสียไป 60 เปอร์เซ็นต์แล้วนะ มันจะทำลายเซลล์ตับตลอดมันไม่เหมือน เอ บี ที่จะมีระยะของการเตือนให้รู้ว่ามีการผิดปกติ แต่ไวรัสซีเขาไม่เตือนเรา ถ้าเป็นปุ๊บเขาก็จะฝักตัวในตับเรา แล้วค่อยๆ ทำลายเซลล์เราไปเรื่อยๆ หมอใช้คำว่าตับแข็ง คนส่วนมากจะเข้าใจว่าโรคตับแข็งเกิดจากแอลกอฮอล์ แต่ที่จริงไม่ใช่ตับแข็งแต่เป็นอาการของเซลล์ตับที่เสียไปแล้ว เสียไปแล้วที่หมายความว่า รักษาไม่ได้เลย นี่ยังโชคดีเสียแค่ 60 ดีกว่าเสียไป 90 แล้วค่อยรู้ ไม่อย่างนั้นคงรักษาไม่ได้แล้ว”

แจงเป็นโรคที่ติดต่อทางเลือด ไม่ใช่จากกินเหล้าอย่างเดียว เผยทราบข่าวตอนแรกถึงกับช็อก แต่โชคดีที่ครอบครัวเพื่อนฝูงให้กำลังใจทำให้ฝ่าฟันความท้อแท้มาได้“โรคนี้หมอบอกว่า ติดโดยการรับเลือดจากคนที่เป็นโรคนี้ ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้ คือ เค้าต้องได้รับเลือดมาอย่างน้อยประมาณสิบกว่าปีมาแล้ว เมื่อก่อนโรคนี้ไม่มีในสารบบแพทย์ เพราะฉะนั้นเขาก็จะไม่เช็กเชื้อตัวนี้ จะไปตำหนิหมอไม่ได้ แต่คนที่รับเลือดปัจจุบันนี้ไม่มีใครเป็นแล้ว เพราะหมอเขาจะตรวจทุกครั้งที่มีการรับและบริจาคเลือด นอกจากติดจะไปทำศัลยกรรม หรือว่าไปสักที่มันไม่สะอาดมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

“เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว พี่ไปรับเลือดมา เพราะว่ามีปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน จะเสียเลือดเยอะมากทำให้โลหิตจาง เพราะฉะนั้นพี่จะต้องให้เลือดมา 2-3 ปี โรคนี้ใช้เวลาฟักตัวเป็นสิบปี พี่รับเชื้อนี้มาแล้วมันก็ฟักตัวมาตั้งแต่ตอนนั้น โดยที่พี่ไม่รู้ตัวเลย คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าโรคนี้เกิดกับคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ แต่พี่เป็นคนไม่ดื่มและไม่สูบบุหรี่เลยนะ คำว่าตับแข็งไม่ใช่เกิดจากแอลกอฮอล์หรือเหล้าอย่างเดียว แต่ที่พี่เป็นเพราะว่ามันเกิดจากเชื้อโรคตัวที่ทำให้ตับแข็ง”

“อาทิตย์แรกที่รู้ว่าเป็นกำลังใจเสียเลยแหละ เรายังไม่ได้ตั้งสติ สัญชาตญาณคนเรามันจะหวั่นไหวกับสิ่งที่มากระทบชีวิตแบบห้ามไม่ได้อยู่แล้ว อาทิตย์แรกมากกว่าเอ้…ทำไมเราเป็น คือ เราไม่รู้คำว่าตับเสียไป 60 และไม่สามารถที่จะทำให้ดีขึ้นมาได้ ไม่สามารถที่จะฟื้นฟูให้เขาดีขึ้นมาใช้งานได้ มันตกใจกับคำๆ นี้”

“เราไม่ได้ต้องการความสุขอะไรมากมายขนาดนั้น เพียงแต่ให้เราได้ใช้ชีวิตไปทำงานแล้วก็ได้ไปทำธุระในสิ่งที่เราต้องไปได้ มันก็คือเป็นชีวิตที่โอเคมีความสุขแล้ว แต่ ณ ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ได้ ต้องนอนอยู่กับเตียงเป็นเดือนเข้าออกโรงพยาบาลหลายเที่ยวมาก มันทุกข์ทรมาน หิวแต่ทานไม่ได้ ได้กลิ่นอะไรก็เหม็นหายใจจะไม่ออก บางทีพี่ก็คิดนะว่าฆ่าตัวตายน่าจะดีกว่า ตายมันง่ายกว่าเยอะเลยนะไม่ทรมานตัวเอง ไม่ทรมานคนที่อยู่ข้างกายเราญาติพี่น้องทั้งหมดด้วย พี่โชคดีที่ดีขึ้นภายในหนึ่งเดือน รู้สึกว่าตับเราดีขึ้น”

“พี่รับรู้เลยว่าการทำบุญจะช่วยให้ชีวิตเราไม่เลวร้ายอย่างที่เรากลัวหรอก ชีวิตคนเรามันต้องมีทั้งดีและไม่ดีเราได้รับกำลังใจจากหลายๆ คน ขอให้หายไวๆ ปุ๊สู้ไม่ต้องท้อถอยนะ ตรงนี้มันเป็นกำลังใจที่ดีมาก คิดในแง่ดีนะถ้าเราไม่ป่วยก็ไม่รู้ว่าใครรักเรามากขนาดนี้ ..(น้ำตาคลอ) บางคนไม่ใช่ญาติพี่น้องแต่เค้าก็ให้กำลังใจมา ถือเป็นความโชคดีของเรา เป็นความรู้สึกที่เยียวยาให้เราได้ เป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจเราดีขึ้นขนาดนั้น”เจ้าตัวเผยนอกจากจะเป็นโดยที่เราไม่รู้ตัวแล้ว ขั้นตอนการรักษายังสร้างความทรมานให้ผู้ป่วยอย่างแสนสาหัส อีกทั้งค่ารักษาก็แพงหูฉี่แค่ค่ายาก็อาทิตย์ละ 1.3 หมื่น แถมยังต้องรักษาเป็นปีๆ กว่าจะหายดี

“โรคนี้มันยากก็ตรงที่เรารักษาแล้วเราจะเอาเขาอยู่หรือเปล่า แต่พี่ก็บอกตัวเองว่าต้องรักษาได้ เพราะเราก็ไม่ค่อยได้ทำบาป คือ ทำบาปมันเป็นมนุษย์ธรรมดาต้องมีบาป มีเรื่องโกหกอะไรอย่างนี้ แต่เราก็ทำบุญค่อนข้างเยอะ …(เสียงสั่นเครือ) เราทำบุญเราไม่ได้เบียดเบียนใคร คือ เบียดเบียนเราอาจจะไม่ได้ตั้งใจ พี่ทำบุญทำกุศลและพี่คิดว่าสิ่งเหล่านี้วันหน้าจะทำให้เราดีได้ พอคิดแบบนี้กำลังใจก็ดีขึ้น ยิ่งฉีดยา 2 เข็มแรกโอ้โห…ทรมานมากๆ พี่ถึงไม่อยากให้ใครเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอะไรแรงๆ”

“พี่ต้องฉีดยาตัวหนึ่งทุกอาทิตย์อาทิตย์ละ 1 เข็ม ตามสภาพของอาการที่เราเป็นอยู่ เป็นเวลาหนึ่งปี และกินยาฆ่าเชื้อด้วยวันละ 4 เม็ด เช้า 2 เย็น 2 คู่กันไปอย่างน้อยหนึ่งปี และต้องเช็กทุกๆ 3 เดือนว่าเขาน้อยลงมั้ย หรือว่ายังอยู่เหมือนเดิมหรือว่ามากขึ้น แล้วที่พี่เป็นมันเป็นชนิดที่แข็งแรงมาก เพราะฉะนั้นมันตอบไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ที่เราจะดีขึ้นหรือไม่ดีขึ้นก็ไม่รู้ ทีนี้คุณหมอบอกว่ายาที่ฉีดมันแรงมาก เพราะฉะนั้นมันจะมีเอฟเฟคกับร่างกายเรา นอกจากจะฆ่าเชื้อแล้วเขาจะไปกดภูมิต้านทานของร่างกายเราไม่ให้สร้างเม็ดเลือดขาว สุดท้ายจะทำให้ร่างกายเราอ่อนแอ”

“พอฉีดเข้าไปไม่กี่ชั่วโมง อย่างแรกเลย คือ เราจะเป็นไข้สูงเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก แล้วก็จะปวดศีรษะมาก ที่ทรมานที่สุดคือมันจะคลื่นไส้อาเจียนตลอดเวลา และเวียนศีรษะแบบลุกไม่ได้เลยต้องนอนอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ทานอะไรก็ไม่ได้เหนื่อยมาก คุณหมอบอกว่ามันจะเป็นอย่างนี้ประมาณ 8 เข็ม แล้วร่างกายจะค่อยๆ ปรับ หลังจากนั้นจะแพ้ยานี้น้อยลง บางคนแพ้ยานี้ผมร่วงก็มีนะ เดือนแรกพี่จะผอมไปประมาณ 5-6 กิโล พอเข็มที่ 7 พี่ก็ดีขึ้นจนตอนนี้ 14 เข็มแล้วก็ดีขึ้น อาการแพ้ต่างๆ ก็น้อยลง แทบจะไม่มีคลื่นไส้อาเจียนเวียนศีรษะแล้ว”

“ที่พี่เป็นห่วงสำหรับคนที่เป็นโรคนี้ ถ้าไม่พร้อมจะค่อนข้างมีปัญหาเพราะว่าค่าใช้จ่ายสูง ยาที่ฉีดเป็นยาตัวใหม่มาก มีประสิทธิภาพดีมากแต่ผลข้างเคียงจะสูง เพราะว่ามันแรง ราคาตกเข็มละ 1.3 หมื่น นำเข้าจากนอกแล้วกรรมวิธีค่อนข้างยากมาก ถึงได้แพงไงแต่ฉีดแล้วก็ได้ผล ของพี่รวมๆ แล้วยังไม่ถึงล้าน เฉพาะค่าฉีดยาก็ 4-5 แสน แต่ถ้ารวมยากินอีกก็น่าจะเป็นล้านแล้วนะ ถ้าหายเร็วรักษาไม่ถึงหนึ่งปีเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ตอนนี้ที่ต้องระวังที่สุด คือ เรื่องอาหารกับยา พวกทอดๆ มันๆ หรือเผ็ดจัดๆ เค็มมากๆ ห้ามแตะเลย และพยายามอย่าให้ตับทำงานหนัก”ช่วงอาการโคมาถึงกับฝันเห็นคุณแม่และอดีตสามีที่เสียชีวิตไปแล้ว เจ้าตัวเปิดอกรอดตายครั้งนี้ทำให้มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ ทำให้เห็นใจและอยากแบ่งปันคนอื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ช่วงแย่ๆ พี่จะฝันถึงแม่กับคุณกำธรอดีตสามีที่เสียไปแล้วบ่อยมาก ฝันเห็นเขาเกือบทุกคืนเลย ยิ่งแม่นี่เกือบทุกคืน ในฝันก็จะเห็นเรื่องราวต่างๆ ที่เคยปฏิบัติกับแม่ หรือบางอย่างที่มันยังฝังใจอยู่ว่าเรายังทำดีกับแม่ไม่มากพอ ทำให้มาคิดว่าน่าจะทำดีกับแม่ได้มากกว่านี้ พี่อ่านหนังสือพระมีหลายเล่มเลยที่เขาเขียนเกี่ยวกับคนที่เจ็บหนักๆ หรือบ้างคนที่ใกล้จะเสียชีวิตเขาจะไม่เรียกหาใคร เขาจะเรียกหาแต่แม่แล้ว พี่ก็เห็นมากับตา”

“พี่อยากฝากว่าถ้าคนไหนที่ยังโชคดีมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ ให้รีบทำอะไรก็ได้ที่คิดว่าเราจะทำให้ท่านอย่าผัดวันประกันพรุ่ง แล้วเราก็จะเจริญก้าวหน้าด้วย แล้วเมื่อท่านเสียไปแล้วเราก็จะมีความสุข บางคนงานยุ่งตลอดเอาไว้ก่อนๆ จนวันนึงมันสายไปแล้วเราจะเสียใจไปตลอดชีวิต มาถึงวันนี้ถือว่าอาการดีขึ้นมาก แนวโน้มทุกอย่างดี ฉีดไป 14 เข็ม ก็ประมาณสามเดือนครึ่ง ทุกอย่างดีเกือบเป็นปกติหมดแล้วแสดงว่าการอักเสบของตับน้อยลง แทบจะไม่อักเสบแล้ว”

“ป่วยครั้งนี้มันทำให้มุมมองชีวิตพี่เปลี่ยนไปเยอะมาก อย่างแรกเลยคือเห็นใจคนอื่นมากขึ้น เมื่อก่อนเคยเป็นคนเจ้าระเบียบ พี่เป็นคนใจดีก็จริงแต่ค่อนข้างเจ้าระเบียบ ถ้าใครทำอะไรไม่ถูกต้องพี่จะไม่พอใจมาก แต่ตอนนี้เห็นใจคนอื่นมากขึ้น มนุษย์เราค่อนข้างไม่แน่นอน เห็นกันวันนี้พรุ่งนี้ไม่ได้เจอกันแล้ว พี่ว่าเราให้ซึ่งกันและกันไม่ต้องพึ่งเงินก็ได้นะ มันเป็นความรู้สึกดีๆ พอเราตายไปคนที่อยู่ก็คิดถึงเรา ให้โอกาสคนทีทำไม่ดีกับเรามากขึ้น จิตใจอ่อนโยนมากขึ้น อยากให้มากขึ้นเท่าที่จะทำได้”

บอกยังดีที่มีละครกับธุรกิจไม่อย่างนั้นคงไม่มีปัญญาจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นล้านๆ
“ตอนนี้ก็เริ่มถ่ายละครแล้ว ที่มีประจำก็เฮง เฮง เฮง ทางช่อง 3 แล้วก็มีของคุณกอบสุข จารุจินดา แต่ไม่ได้เล่นถึง 24 ตอนนะก็มีประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะทั้งเรื่องเราจะทำไหว แล้วก็จะมีของเจี๊ยบ กาญจนาพร ประปราย 14 ตอน เมื่อก่อนรับงานซ้อนกัน 2 เรื่อง ตอนนี้รับทีละเรื่องเพราะร่างกายเรายังไม่ปกติ กลัวทำงานได้ไม่ดี อีกอย่างหมอให้ดูแลตัวเองให้มาก เพราะเราจะเหนื่อยง่ายเดี๋ยวจะเวียนศีรษะหน้ามืดอีก”

“ถือว่าพี่ยังโชคดีที่พอมีรายได้จากละครและธุรกิจเครื่องสำอางรีเทิร์นที่ขายมา 3 ปีและก็ไปได้สวยด้วย อย่างน้อยเราก็โชคดีกว่าหลายๆ คน คือชีวิตมันต้องมีแลกเปลี่ยนนะพี่ว่า เราจะเอาอย่างเดียวก็คงไม่ได้ พี่โชคดีอย่างน้อยยังมีเงินตรงนี้มารักษาตัวเอง ไม่อย่างนั้นคงแย่กว่านี้ ลำพังค่ารักษามันไม่ใช่น้อยเลย แล้วโรคนี้มันไม่ได้หายขาด คือเราไว้ใจไม่ได้ มันก็เหมือนมะเร็งที่ไม่รู้จะมาอีกเมื่อไหร่ สำคัญเลยคือเราต้องติดตามผลและดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีอยู่ตลอด”

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก
https://bit.ly/3ld4h3i