ธรรมเนียมการสวมมงกุฎของกษัตริย์ไทย

อย่างที่ทราบกันดีว่า การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก็คือ การรับสมมติขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินเพื่อเป็นพระเกียรติยศ และมีการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์หลังการถวายน้ำอภิเษกแล้ว เมื่อผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว จะถือว่ามีพระเกียรติยศเต็มบริบูรณ์ โดยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ก็คือเครื่องหมายแห่งความเป็นราชาธิบดีหรือพระมหากษัตริย์นั่นเอง และหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญ ก็คือ “พระมหาพิชัยมงกุฎ”

ทุกท่านทราบหรือไม่ว่า ธรรมเนียมการสวม “พระมหาพิชัยมงกุฎ” เริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อใด วันนี้เราหาคำตอบนี้มาให้ได้ติดตามไปพร้อมกัน

เดิมทีนั้น “พระมหาพิชัยมงกุฎ” เรียกว่า “พระมหามงกุฎ” โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2325 เป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ สำหรับการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทำด้วยทำด้วยทองคำจำหลักลวดลายลงยาราชาวดี ประดับด้วยเพชรและอัญมณีต่างสี ประกอบด้วยเกี้ยวรักร้อยสามชั้น มีดอกประจำยามประจำทั้ง 4 ด้านทุกชั้น หลังมาลัยรักร้อยแต่ละชั้นทำเป็นจอมประดับด้วยกระจังรายและดอกไม้ไหววงรอบ เหนือมาลัยรักร้อยชั้นสามทำเป็นยอดทรงน้ำเต้าเรียว ปลายส่วนนี้ทำมาลัยดอกมะเขือรัดรอบสำหรับรับบัวกลุ่ม เฉพาะองค์พระมหามงกุฎ ไม่รวมถึงพระจอน สูง 51 เซนติเมตร และเมื่อมีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์พระองค์ใด เจ้าพนักงานจะทูลเกล้าฯ ถวายพระมหามงกุฎนี้พร้อมกับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ ก็จะทรงรับไว้แล้ว ทอดวางข้างพระองค์ เช่นเดียวกับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์อื่น มิได้ทรงสวมพระมหามงกุฎนี้ ธรรมเนียมการพระราชพิธีเช่นนี้ทำเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงติดต่อมีสัมพันธไมตรีกับประเทศยุโรปมากขึ้น จึงรับเอาธรรมเนียมอย่างยุโรปมาเพื่อให้ทัดเทียมกับต่างชาติ ซึ่งทางฝั่งยุโรปถือว่า ความเป็นพระมหากษัตริย์เริ่มขึ้นตอนสวมมงกุฎ ดังนั้นในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงรับสั่งให้พระราชสมบัติ (การเวก รัตนกุล) เดินทางไปเลือกซื้อเพชรเม็ดงามขนาด 40 กะรัต ที่เมืองกัล กัตตา ประเทศอินเดีย เพื่อนำมาประดับที่ยอดของพระมหามงกุฎ หรือพระมหาพิชัยมงกุฎนี้ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามให้แก่เพชรเม็ดนี้ว่า “พระมหาวิเชียรมณี” นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระกรรเจียกจอน (เครื่องประดับหู) เพิ่มขึ้น ทำให้พระมหาพิชัยมงกุฎมีความสูง 66 เซนติเมตร และมีน้ำหนักมากถึง 7.3 กิโลกรัม

เมื่อถึงการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎบนพระที่นั่งภัทรบิฐแล้วทรงสวมพระเศียรด้วยพระองค์เอง ตามคติอย่างสากลแบบฉบับยุโรป อันหมายถึง ทรงดำรงพระสถานะเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์แล้วเมื่อทรงสวมมงกุฎ

เมื่อทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฏแล้ว เจ้าพนักงานภูษามาลาผู้ใหญ่จะกราบบังคมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้ตรงแล้วผูกพระรัตนกุณฑลเบื้องหลังถวาย ในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎนั้น พราหมณ์พิธีจะเป่าสังข์ขับบัณเฑาะว์ประโคมแตรสังข์ดุริยางค์ ทหารยิงปืนถวายคำนับ และพระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร

จากธรรมเนียมการสวม ”พระมหาพิชัยมงกุฎ” นี้เอง จึงเป็นสิ่งที่ทำให้พระราชพิธีบรมราชาภิเษกหรือในภาษาอังกฤษว่า Coronation ต่างจาก Enthronement นั่นเอง

และอีกนัยหนึ่งของการสร้าง “พระมหาพิชัยมงกุฎ” ให้มีน้ำหนักมากถึง 7.3 กิโลกรัมนั้น ก็เพื่อสื่อความหมาย ว่า “พระมหาพิชัยมงกุฎ” นี้เป็นของหนัก อันเปรียบได้กับพระราชภาระอันใหญ่หลวงของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงต้องแบกรับทุกข์สุขของพสกนิกรทั้งประเทศเอาไว้ อันเป็นหน้าที่หลังจากการสวมมงกุฎนี้ที่ไม่อาจวางลงได้

จากที่กล่าวมาข้างต้น ทุกท่านคงได้คำตอบแล้วว่า ธรรมเนียมการสวมมงกุฎของกษัตริย์ไทยนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด

เรียบเรียงโดย: เพจน้ำเงินเข้ม