พระราชพินัยกรรมของ ‘ร.6’

2 ปีหลังจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต ได้มีการเปิดพระราชพินัยกรรมเพื่อจัดสรรปันส่วนพระราชมรดกของพระองค์ ซึ่งปรากฏว่า ไม่ได้ทรงระบุในพระราชพินัยกรรมว่าพระราชทานสิ่งใดให้แก่ ‘สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี’ (พระอิสริยยศในขณะนั้นของ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี) พระราชธิดาพระองค์เดียวของพระองค์

โดยในพระราชพินัยกรรมทรงระบุจะยกพระราชสมบัติให้ ‘พระราชโอรส’ แต่ไม่ได้ระบุถึง ‘พระราชธิดา’ด้วยเหตุว่าพระราชพินัยกรรมฉบับดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเขียนขึ้นระหว่างที่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงพระครรภ์ โดยไม่ทรงทราบว่าจะได้พระราชโอรสหรือพระราชธิดา ดังนั้น พระราชทรัพย์ทั้งหมดของรัชกาลที่ 6 จึงส่งเข้าพระคลังข้างที่ เจ้าฟ้าหญิงเพชรรัตนฯ จึงกลายเป็น ‘พระราชธิดาที่ไร้ซึ่งพระราชทรัพย์สมบัติทั้งปวง’

ถึงกระนั้น ตามระเบียบของราชสำนัก ‘เจ้าฟ้าหญิงเพชรรัตนฯ’ ยังทรงได้รับเงินรายปีตามที่พระบรมวงศานุวงศ์ในชั้นเจ้าฟ้าทรงได้รับ ปีละ 800 บาท และเงินพระดำรงพระเกียรติ ปีละ 40,000 บาท ประกอบกับ พระชนนี (พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ 6) ทรงได้รับทรัพย์สินพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ยังทรงมีพระชนม์ชีพ อันได้แก่ ที่ดินผืนใหญ่บริเวณท่าวาสุกรี ที่ดินมุมถนนราชสีมาตัดกับถนนสุโขทัย กับตึกแถวบางแห่งบนถนนศรีอยุธยา และย่านวัดมหรรณพ์ รวมทั้งเครื่องเพชร เครื่องประดับอื่น ๆ รวมกับมรดกที่ได้รับจากพระบิดา ได้แก่ ตึกแถวบนถนนเยาวราช จึงพอมีทรัพย์สินส่วนพระองค์อยู่บ้าง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายผดุงพระเกียรติสำหรับพระองค์เองและพระธิดา

พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงใช้พระราชทรัพย์ที่มีอยู่ประคับประคองดูแลพระราชธิดาในรัชกาลที่ 6 ท่ามกลางวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยพระองค์เอง แม้ในยามที่ขัดสนมากก็จะทรงขายเครื่องเพชรแลกกับเงินในการดำรงพระชนม์ชีพ โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ประทับในประเทศอังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เครื่องเพชรที่ทรงนำออกไปขายจะทรงเลือกชิ้นที่ไม่สำคัญ เพราะส่วนใหญ่เป็นของพระราชทานจากพระสวามี และทรงหาซื้อเพิ่มเติม อีกทั้งยังทรงเก็บหอมรอมริบซื้อสะสมไว้เพื่อความมั่นคงของทั้งสองพระองค์ เพื่อในวันข้างหน้าที่เจ้าฟ้าหญิงฯ ทรงอยู่ตามลำพัง จะได้ทรงหยิบฉวยติดตัวไปง่ายและแลกเป็นเงินได้ไม่ยาก

พระนางเจ้าสุวัทนาฯ จึงทรงนำเครื่องประดับล้ำค่าติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะเครื่องเพชรอันทรงคุณค่าและมูลค่าชุดที่พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงได้ครอบครองเป็นเครื่องเพชรพระราชทานนั้นงดงามมาก และมีเพชรขนาดใหญ่มากทีเดียว ส่วนเครื่องเพชรที่ทรงซื้อสะสมก็น้ำงาม มีคุณภาพดีเยี่ยม มีความสวยงาม ละเอียด และมีชื่อเสียงโด่งดัง เช่น คาเทียร์, เจอราด, แวนคลีฟแอนด์อาร์เพลส์, ทิฟฟานี ฯลฯ

ทั้งนี้ มีเรื่องเล่าจากข้าราชบริพารในพระองค์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในร้านขายเพชรและเครื่องประดับในสหรัฐอเมริกาว่า เครื่องเพชรส่วนพระองค์นั้นทำให้ฝรั่งตกตะลึงจนตาค้างมาแล้วโดยวันหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ทรงพระดำเนินผ่านร้านทิฟฟานี ทอดพระเนตรเห็นสร้อยทับทิมในตู้กระจกหน้าร้านก็เสด็จเข้าไปทอดพระเนตร แต่พนักงานขายชาวอเมริกันได้แสดงอาการเหยียดสตรีผิวเหลือง แทนที่จะกล่าวต้อนรับ กลับบอกว่า “ของชิ้นนั้นแพงมากนะ” พร้อมแสดงท่าทางดูหมิ่นดูแคลนอย่างไร้เหตุผล

ทั้งสองพระองค์ไม่ทรงยอมให้ใครมาลบหลู่พระเกียรติได้ง่าย ๆ จึงรับสั่งให้ข้าในพระองค์เปิดกระเป๋าเครื่องเพชรออกให้พนักงานขายคนนั้นดู พนักงานคนดังกล่าวถึงกับผงะ เปลี่ยนอากัปกิริยามานอบน้อม ทูลเชิญเสด็จให้เข้าไปทอดพระเนตรข้างใน…แต่ก็สายไปแล้วเมื่อพระองค์ทรงปฏิเสธและพระราชทานบทเรียนแก่พนักงานผู้จองหองกลายเป็นแมวเชื่อง ๆ ทรงหยิบสร้อยทับทิมที่ทรงมีออกมาเทียบกับของทิฟฟานี แล้วปรารภเป็นภาษาอังกฤษ แปลได้ว่า “ของฉันงามกว่า ก็อยากรู้เท่านี้แหละ” รับสั่งแล้วก็เสด็จออกจากร้านนั้นไป

อย่างไรก็ตาม 20 ปี หลังการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 6 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้แบ่งพระราชมรดกในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

จำพวกเครื่องเพชร เครื่องประดับและอัญมณีสูงค่า แก่พระกุลทายาทสายต่างๆ ที่ทรงมีสิทธิ์ในพระราชมรดก ซึ่งพระคลังข้างที่ดูแลรักษา โดยพระองค์ทรงเป็นประธานในการแบ่ง มี 5 สายพระทายาท คือ เจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระสุจริตสุดา และพระนางเธอลักษมีลาวัณ

เจ้าฟ้าหญิงกับพระชนนีทรงมีสิทธิ์ในฐานะพระทายาท สายที่ 1 ทรงได้รับพระราชทานที่ดินบางส่วน และเครื่องประดับชุดใหญ่ ทั้งชุดเพชรและชุดมรกต โดยพระราชทรัพย์ที่ได้รับพระราชทานในครั้งนั้น พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงกราบบังคมทูลให้คำมั่นกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า

พระราชมรดกที่ได้รับพระราชทานมานี้ทั้งหมด จะไม่ทรงยักย้ายถ่ายเท หรือขายให้ใครเด็ดขาด ถึงจะทรงต้องการเงินแค่ไหน ก็จะทรงขายสมบัติใหม่ของพระองค์เท่านั้น จะไม่ทรงขายเครื่องเพชรของสมเด็จพระพันปีฯ ให้ไปตกอยู่ในมือผู้ใด ทรงตั้งพระทัยว่า ในที่สุดวันข้างหน้า เมื่อถึงเวลา พระราชมรดกส่วนนี้จะต้องกลับเป็นของพระราชวงศ์จักรีอีกครั้งหนึ่ง

พระราชพินัยกรรมของ ‘ร.6’

พระราชพินัยกรรมของ ‘ร.6’

พระราชพินัยกรรมของ ‘ร.6’

 

พระราชพินัยกรรมของ ‘ร.6’

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก
https://bit.ly/3wqAeKs