กำเนิดไปรษณีย์ไทย

กำเนิดไปรษณีย์ไทย ในยุคที่ยังไม่ได้มีข้อความกระพริบเตือนในหน้าจอมือถือเหมือนเช่นทุกวันนี้ คนยุคนั้น เขาสื่อสารกันเยี่ยงไร….ไปรษณีย์ไทย เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบกิจการไปรษณีย์ในสมัยแรกคือ กรมไปรษณีย์ เปิดให้บริการเป็นครั้งแรก ณ วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426

มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไปรษณียาคาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ปากคลองโอ่งอ่าง ปัจจุบันรื้อทิ้งเพื่อสร้างสะพานพระปกเกล้า
ในระยะแรกที่ให้บริการ ครอบคลุมเฉพาะกรุงเทพเท่านั้น เมื่อ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2428 จึงเริ่มขยายไปต่างจังหวัดโดยเปิดที่ทำการไปรษณีย์ที่สมุทรปราการและนครเขื่อนขันธ์ (พระประแดง ในปัจจุบัน) และขยายต่อจนถึงเชียงใหม่ในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน ส่วนบริการไปรษณีย์ระหว่างประเทศ เริ่มเมื่อ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2428 หลังประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์

ในปี พ.ศ. 2441 กรมไปรษณีย์ได้เปลี่ยนชื่อเป็น กรมไปรษณีย์โทรเลข หลังจากมีการควบรวมกรมไปรษณีย์เข้ากับกรมโทรเลข ซึ่งดูแลงานด้านโทรเลข เมื่อ พ.ศ. 2483 ได้มีการเปิด ที่ทำการไปรษณีย์กลาง ขึ้นบนถนนเจริญกรุง เขตบางรัก และใช้เป็นที่ทำการของกรมไปรษณีย์โทรเลข

ยุครัฐวิสาหกิจเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 ได้แยกงานบางส่วนออกจากกรมไปรษณีย์โทรเลข และจัดตั้งมาเป็นรัฐวิสาหกิจ ใช้ชื่อว่า การสื่อสารแห่งประเทศไทย (ก.ส.ท.)และเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2546 มีการปรับโครงสร้างอีกครั้งตามนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยแยกการสื่อสารแห่งประเทศไทย ออกเป็น บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยไปรษณีย์ไทยดูแลบริการด้านไปรษณีย์ทั้งหมด รวมถึงรับจ้างให้บริการโทรเลขจาก กสท.โทรคมนาคม ซึ่งให้บริการจนถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2551

ประวัติการไปรษณีย์ไทยการติดต่อส่งข่าวสารไปมาถึงกัน ของคนไทยในสมัยโบราณนั้น ถ้าเป็น เรื่องรีบร้อนสำคัญก็มักจะจัดให้คนถือไป หากเป็นเรื่องธรรมดาไม่เร่งร้อนก็มักจะฝากไปกับพ่อค้า หรือคนเดินทางที่จะเดินผ่าน ไปทางนั้นๆ ส่วนในทางราชการหากเป็นราชการเร่งร้อนสำคัญ ก็มีการแต่งข้าหลวงเชิญหนังสือ หรือ “ท้องตรา” หรือ “ใบบอก” ออกไปส่งยังที่หมายซึ่งอาจจะต้องขึ่ช้าง ขึ่ม้า ลงเรือ ลงแพ ตามลักษณะภูมิประเทศ และเป็นหน้าที่ของกรมการเมืองรายทางที่ผ่าน ที่จะต้องจัดยาน

พาหนะทางไปส่งถึงเขตชายแดน ถ้าเป็นราชการไม่เร่งร้อน คณะกรรมการเมืองก็จัดคนให้ส่งหนังสือต่อๆ กันไป ส่วนการส่งพระราชสาสน์ หรือหนังสือ ติดต่อกับประเทศนั้น มีวิธีใหญ่ๆ อยู่ ๒ วิธีคือ ๑. แต่งตั้งคณะทูตอัญเชิญพระราชสาสน์ไปยังประเทศที่จะติดต่อโดยตรง เช่น พระวิสุทธสุนทร (ปาน) อันเชิญพระราชสาสน์ของสมเด็จพระนา- รายณ์ มหาราชไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่ง ฝรั่งเศส พระยามนตรีสุริยวงศ์เป็นราชทูลอัญเชิญ พระราชสาสน์ และเครื่องราชบรรณาการของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปถวายสมเด็จ พระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งอังกฤษ เป็นต้น

๒.ทางราชสำนักฝากหนังสือผ่านคนกลางซึ่งโดยมากก็คือ พ่อค้า นายเรือ หรือเจ้าหน้าที่ของต่างประเทศเป็นสำคัญ เป็นที่น่าสังเกตว่าการติดต่อสื่อสารกันทางจดหมายในสมัยก่อน ไม่ค่อยมีแพร่หลาย นอกจากจะมีสาเหตุจากความไม่สะดวกในการฝากส่ง

และการเดินหนังสือไปมาถึงกันแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นคือการศึกษาเล่าเรียนของประชาชนมีจำกัด ในสมัยก่อนไม่มีโรงเรียน การศึกษาเล่าเรียนของพระบรมวงศานุวงศ์ หรือข้าราชการขุนนาชั้นผู้ใหญ่ จึงมีอาจารย์สอนให้เฉพาะในวังจนมาถึงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) มีกลุ่มมิชชันนารีหรือหมอสอนศาสนาชาวยุโรป เข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาในประเทศไทย จึงเริ่มมีการเขียน

จดหมายติดต่อกับ ญาติพี่น้อง มิตรสหายในประเทศของตนขึ้น โดย ส่งจดหมายไปทางเรือดังตัวอย่างจดหมายของมิช- ชันนารีผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นภรรยาของหมอบรัดเลย์ ผู้ ริเริ่มก่อตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทย (โรงพิมพ์ อักษรสยามนุกูลกิจ)

จดหมายนี้ส่งจากกรุงเทพฯ ใน วันที่ ๑๑พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๗๙ ถึงเมืองโรเชส- เตอร์(Rochester) ในนิวยอร์ก วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๓๘๐ ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น ๕ เดือน อัตราค่าส่ง๑๘ เซ็นต์ ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีแสตมป์ใช้

 

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก
https://bit.ly/3KWiiwM