๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๕

เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระมหากษัตริย์พระองค์เดียวของราชอาณาจักรธนบุรีพระราชประวัติเมื่อทรงพระเยาว์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นนิทานเชิงอภินิหาร เพราะบันทึกไว้ในหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ ซึ่งพอสรุปเฉพาะส่วนสําคัญของพระราชประวัติว่า เสด็จ พระราชสมภพในปี ๒๒๗๗ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา บิดาชื่อ “ไหยฮอง” มารดาชื่อ “นางนกเอี้ยง” บิดาเป็นขุนพัฒน์นายอากรบ่อนเบี้ย เจ้าพระยาจักรีสมุหนายก รับเลี้ยงในฐานะบุตรบุญธรรม ให้ชื่อว่า สิน ครั้นเติบใหญ่ศึกษาเล่าเรียนในสํานักพระอาจารย์ทองดี มหาเถระ ณ วัดโกษาวาสน์ จากนั้นได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ได้รับยศเป็นหลวงยกกระบัตร แล้วได้ เลื่อนเป็น “พระยาตาก”

พระราชพงศาวดารฉบับความพิสดาร เริ่มบันทึกเรื่องสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อปี ๒๓๐๘ สมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ตั้งแต่ยังทรงเป็นพระยาตากมาช่วยราชการสงครามป้องกันพม่า ซึ่งยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา พระยาตากมีฝีมือการรบเข้มแข็งจึงได้เลื่อนตําแหน่งเป็น “พระยาวชิรปราการ” เจ้าเมืองกําแพงเพชร ระหว่างทําศึกรักษาพระนคร แม้จะพยายามบัญชาการรบและต่อสู้ ข้าศึกจนสุดความสามารถ แต่ด้วยความอ่อนแอของผู้บัญชาการและการขาดการประสานงานที่ดี ระหว่างแม่ทัพนายกอง ทําให้พระยาวชิรปราการเกิดความท้อแท้ใจหลายครั้ง เมื่อเห็นว่าถึงจะอยู่ช่วย รักษากรุงก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด พระยาวชิรปราการจึงตัดสินใจพาสมัครพรรคพวกประมาณ ๕๐๐ คน พระราชพงศาวดารบางฉบับว่าประมาณ ๑,๐๐๐ คน ยกออกจากค่ายวัดพิชัยที่ฝ่าทัพพม่าไปทางทิศ ตะวันออกในเดือนยี่ ปี ๒๓๐๙

“พระยาวชิรปราการ” นําพรรคพวกสู้รบชนะพม่าที่ไล่ติดตามไปตลอดทาง จนกิตติศัพท์ความ สามารถเป็นที่เลื่องลือ ทําให้มีผู้คนมาขอเข้าเป็นบริวารมากมาย ที่ไม่ยอมอ่อนน้อมก็จําต้องตีหักเอาค่ายได้ เส้นทางการเดินทัพออกจากค่ายวัดพิชัยนอกกําแพงเมืองไปบ้านข้าวเม่า บ้านสัมบัณฑิต บ้าน โพสังหาร บ้านพรานนก ผ่านเมืองนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ครั้นถึงเมืองระยอง พระยากําแพงเพชรคาดการณ์ว่าคงเสียกรุงแล้วจึงตั้งตัวเป็นเจ้าเพื่อรวบรวมผู้คนกู้แผ่นดิน พวกบริวาร จึงเรียกว่าเจ้าตากแต่นั้นมา ขณะนั้นทางกรุงศรีอยุธยายังไม่เสียแก่พม่า เจ้าตากจึงระวังตัวมิให้คน ทั้งหลายเห็นว่าเป็นกบฏ และให้เรียกคําสั่งเพียงพระประศาสน์อย่างเจ้าเมืองเอก พระระยองพาพรรคพวกออกมาต้อนรับแต่โดยดี แต่ก็ยังมีกรมการเมืองบางส่วนคิดแข็งข้อ พระยาวชิรปราการรู้ จึงวางแผนปราบผู้คิดร้ายแตกพ่ายไป และเข้ายึดเมืองระยองเป็นสิทธิ์ขาด

เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในวันที่ ๗ เมษายน ๒๓๑๐ ผู้มีอํานาจบางคนคิตตั้งตัวเป็นใหญ่ “พระยาจันทบุรี” ซึ่งเดิมเคยสัญญาว่าจะเป็นไมตรีกับเจ้าตากก็ไม่ทําตามสัญญา เจ้าตากจึงยกทัพไปปราบเข้ายึดได้จันทบุรีและตราตตามลําดับ หลังจากยึดเมืองตราดได้แล้ว เจ้าตากก็ยกทัพกลับมาตั้งมั่น ที่จันทบุรีและใช้เป็นที่จัดเตรียมกําลังพล เสบียงอาหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งต่อเรือได้ ๑๐๐ ลํา

หลังจากสิ้นฤดูมรสุมเจ้าตากก็ยกทัพออกจากจันทบุรีเข้าปากแม่น้ําเจ้าพระยาในเดือน ๑๒ ปี เดียวกัน เมื่อยึดเมืองธนบุรีได้แล้วจึงบุกเข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้นที่พระนครศรีอยุธยา และสามารถยึด ค่ายโพธิ์สามต้นได้ใน ๒ วัน ขับไล่พม่าออกไปจากพระนครศรีอยุธยา รวมเวลาที่ไทยสูญเสียเอกราชแก่ พม่าคราวนั้นเพียง ๗ เดือน เจ้าตากได้จัดการบ้านเมืองให้อยู่ในสภาพปกติ จัดหาที่ประทับให้แก่ บรรดาเจ้านายที่ถูกพม่าคุมตัวไว้แต่ยังไม่ทันส่งไปพม่า จัดการปลดปล่อยผู้คนที่ถูกกักขัง พร้อมทั้งแจกจ่ายทรัพย์สินเครื่องอุปโภคบริโภคโดยถ้วนหน้า แล้วให้จัดการพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ พอสมพระเกียรติเท่าที่จะทําได้ในขณะนั้น จากนั้นก็อพยพผู้คนมาตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองธนบุรี ซึ่งใน เวลานั้นนับว่ามีชัยภูมิเหมาะสมกว่ากรุงศรีอยุธยา เมื่อย้ายมาประทับที่กรุงธนบุรีแล้ว เจ้าตากทําพิธี ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติ แต่ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าเมื่อใด ทางราชการจึงกําหนดเอา วันแรกสุดที่เสด็จออกขุนนาง ตามที่ปรากฏในจดหมายเหตุโหรเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษก คือวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๓๑๑

ภายหลังปราบดาภิเษกแล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงดําเนินการสร้างชาติให้เป็นปีกแผ่นมั่นคงทันที โดยนอกจากจะทรงทําสงครามขับไล่พม่ากว่า ๑๐ ครั้งแล้ว ยังทรงปราบปรามบรรดาคนไทยที่แยกตัวไปตั้งเป็นชุมนุมต่าง ๆ มีชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรื่อง) ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ชุมนุมเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) และชุมนุมเจ้าพิมาย หรือกรมหมื่นเทพพิพิธพระราชโอรสใน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กระทั่งถึงปี ๒๓๑๓ จึงสามารถมีชัยเหนือชุมนุมต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ส่งผลให้ชาติไทยกลับมารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้ง หลังศึกอะแซหวุ่นกี้ในปี ๒๓๑๘ แล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงดําเนินการขยายพระราชอาณาเขตของกรุงธนบุรีออกไปอีกจนกว้างใหญ่ ไพศาล ทิศเหนือได้ถึงเมืองเชียงใหม่ ทิศใต้ตลอดหัวเมืองตานี (ปัตตานี) ทิศตะวันออกตลอดกัมพูชา จําปาศักดิ์จตญวนใต้ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือตลอดเวียงจันทน์ หัวเมืองพวน และนครหลวงพระบาง ทิศตะวันตกจดเมืองมะริตและตะนาวศรี ออกมหาสมุทรอินเดีย

ส่วนการฟื้นฟูประเทศนั้น แม้ว่าตลอดรัชสมัยจะเต็มไปด้วยการศึกสงคราม สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ยังเอาพระทัยใส่ดูแลโดยใกล้ชิด ทรงทํานุบํารุงบ้านเมืองทั้งในด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม เช่น โปรดให้ชําระกฎหมาย โปรตให้พิจารณาตัดสินคดีความต่าง ๆ ตามปกติ ไม่ให้คั่งค้างแม้ในยามสงคราม โปรดให้ส่งสําเภาหลวงไปค้าขายถึงเมืองจีนตลอดถึงอินเดียตอนใต้ โปรดให้ขุดคูคลองเพื่อประโยชน์ด้านการค้าขายและด้านยุทธศาสตร์ไปพร้อมกัน โปรดให้ขยายพื้นที่ให้ ทหารควบคุมไพร่พลทํานา นอกจากนี้ ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์บางตอน ทั้งยัง โปรดให้การอุปถัมภ์เหล่ากวี ให้รวบรวมบรรดาช่างฝีมือและให้ฝึกสอนทุกแผนกเท่าที่มีครูสอน โปรด ให้บํารุงการศึกษาตามวัดวาอารามต่าง ๆ ให้ตั้งหอหนังสือหลวงรวบรวมตําราต่างๆ ที่กระจัดกระจาย เมื่อคราวเสียกรุง โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามใหม่ และให้คัดลอกพระไตรปิฎกที่ยังหลงเหลือจาก เมืองนครศรีธรรมราชสร้างเป็นฉบับหลวง และโปรดให้เขียนสมุดภาพไตรภูมิในสํานักสมเด็จพระสังฆราช เป็นต้น การฟื้นฟูบ้านเมืองเกือบทุกด้านนี้ได้รับการสืบสานสร้างเสริมจนสําเร็จสมบูรณ์ในรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ครั้นล่วงถึงปลายรัชกาล สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ใฝ่พระราชหฤทัยในทางศาสนาทำให้สำคัญพระองค์ว่าบรรลุโสดาบัน เกิดความวุ่นวายทั้งแผ่นดิน ผู้คนนถูกลงโทษโดยปราศจากความผิดมีเพิ่มขึ้นทุกวัน ชาวกรุงเก่าบางพวกจึงรวมตัวกันก่อการกบฏ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระยาสรรค์ (สรรคบุรี) ขึ้นไปปราบกบฏ แต่พระยาสรรค์กลับเข้ากับพวกกบฏยกทัพมาตีกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงรับผิดและยอมเสด็จออกผนวช ณ วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) ในระหว่างนั้นกรุงธนบุรีเกิดความวุ่นวายฆ่าฟันกันไม่เว้นแต่ละวัน เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกรมขุน อนุรักษ์สงคราม (พระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) เป็นฝ่ายพระยาสรรค์ กับพระยา สุริยอภัย (สมเด็จพระเจ้าหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ซึ่งนําทัพเมือง นครราชสีมามาปราบกบฏ พระยาสุริยอภัยเป็นฝ่ายมีชัยในที่สุด พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ครั้งเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกซึ่งกําลังยกทัพไปตีเขมรทราบข่าวการจลาจลจาก พระยาสุริยอภัย ก็เลิกทัพกลับถึงกรุงธนบุรี หลังจากไต่สวนจนทราบเหตุการณ์ทั้งปวงแล้ว ให้บรรดา ข้าราชการพิจารณาปรึกษาโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และสําเร็จโทษเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๓๒๕

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่แก่ ปวงชนชาวไทย ทางราชการจึงกําหนดให้วันที่ ๒๘ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และให้มีรัฐพิธีถวายสักการะ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ที่วงเวียนใหญ่ กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ สืบมาทุกปี และเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๒๔ คณะรัฐมนตรีมีมติให้เทิดพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”
เอกสารอ้างอิง

(๑) กรมศิลปากร. พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒. กรุงเทพฯ: ไอเดียสแควร์, ๒๕๓๕. (๒) คณะกรรมการมูลนิธิสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช. กรุงเทพฯ: ศรีบุญเรืองพับลิเคชั่น, ๒๕๓๓. (๓) “จดหมายเหตุโหร.” และ “พระราชพงศาวดารเหนือ.” ใน ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๒. (๔) ต้วน ลี่ เซิง. พลิกต้นตระกูลไทย. กรุงเทพฯ: พิราบสำนักพิมพ์, ม.ป.ป. (๕) นิธิเอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๒๙.

(๖) “พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม).” และ “พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม).” ใน ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๒. (๗) อภินิหารบรรพบุรุษ. ม.ป.ท., ๒๔๗๓. (สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตโปรดให้พิมพ์เปนของชำร่วยในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าปิยภักดีนารถ สุประดิษฐ์)(๘) มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. นามานุกรมพระมหากษัตริยไทย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, ๒๕๕๔

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก
https://bit.ly/36Zbmkn