เป้ยขอทุ่มสุดตัวเพื่อ เเตงโม

เป้ย เปิดใจหลังเข้าฉากเล่นละครให้แตงโมเรื่องสุดท้าย
ล่าสุด ได้มีการเปิดให้สัมภาษณ์ เป้ย อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่าเป้ย ปานวาด ตัดสินใจมารับเล่นละครเรื่องคุณชายที่ แตงโม นิดา รับเล่นไว้แต่ยังถ่ายทำไม่เสร็จ ปานวาด ที่มารับเล่นเรื่องนี้พร้อมกับเผยถึงความรู้สึกที่เข้าฉากละครเรื่องนี้

ซึ่งเป้ยได้เล่าว่า

คือก่อนหน้านี้เป้ยต้องบอกตรงๆ ว่า เป้ยก็มีการคุยกับผู้ใหญ่อยู่แล้วเบื้องต้น คือเป้ยกับโมกลับมาในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันมาก โมห่างหายจากการเล่นละครไป 2 ปี ส่วนเป้ยก็ 10 ปี ในช่วงระหว่างที่รับละครมันเป็นช่วงที่ใกล้กันเลย ก็เลยถามผู้ใหญ่ว่าโมเป็นยังไงบ้าง ก็ฝากส่งกำลังใจ และเป้ยได้อ่านข้อความที่โมส่งหาผู้ใหญ่

ความรู้สึกเหมือนเราที่ก่อนจะเปิดกล้องเรื่องที่แล้ว ก็เลยรู้สึกถึงความตั้งใจของโม ที่วางคาแรกเตอร์ของบทที่อยากให้เป็นแบบนี้

พอเรามาสานต่อก็อยากตั้งใจทำให้เหมือนที่โมวางไว้ก็คือเล็บแดง ปากแดง

เพื่อที่คนดูจะได้เพิ่มความอิน ผมก็เป็นสีเข้ม เป้ยก็มีไปตัดผมและย้อมสีผมให้เข้มขึ้น จริงๆ ก่อนที่รับปากจะเล่นตอนที่เห็นบทก็นึกถึงโม ก็นึกในใจขออนุญาตเขาก่อน

ถ้าอนุญาตให้เล่นก็ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ก็คิดในใจแบบนั้นไป

พอได้มาเล่นก็ฉากแรกที่เข้าไปวันก่อน น้ำตาไหลเลยหลังเล่นเสร็จ มันมีความรู้สึกกังวลหลายๆ อย่าง กดดันหลายๆ อย่าง คือเรากดดันตัวเราเองนะ สภาพแวดล้อมพี่ๆ ทีมงานทุกคนให้กำลังใจเราดีมาก

แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างพอเราอยู่จุดนี้มันเป็น ความเบื้องหลังมีความคิดที่ต่อสู้กับเรา มีคำถามว่าเราจะเล่นได้มั้ย มีความกังวล มีความกลัวไปทุกอย่าง จะทำได้ดีหรือเปล่า คนจะให้โอกาสเรามั้ย

ความกังวลนั้นมันเลยกดดันแล้วทำให้เป้ยค่อนข้างเครียดในการทำการบ้าน เล่นฉากแรกออกมาก็น้ำตาไหลเลย แต่พอถ่ายไปแล้วเรารู้สึกว่ามันต้องไม่ใช่แบบนี้ดิ เป็นต้องไม่กดดันตัวเอง

เรารีบมาคุยกับตัวเองเลย วันแรกที่เรารับที่เรามีคำตอบแล้วว่าอยากเล่น 70% คืออะไร เราตั้งใจจะทำให้โมไม่ใช่เหรอ ทำไมกลับกลายมาเป็นกดดันตัวเองแบบนี้ มันไม่ดีเลย

มันทำให้เราเล่นไม่ดี ก็เลยต้องเปลี่ยนความคิดว่าจะต้องมีความสุขที่ได้ทำให้โมมากกว่ากดดันแล้วทำให้ตัวเองเครียด ก็ต้องรีบเปลี่ยนความคิด โชคดีอย่างที่บอกทีมงานทุกคนรวมถึงนักแสดงทุกคนให้กำลังใจ ก็เลยดีขึ้น

ตอนได้บทวันแรกไม่กล้าจับเลย เราอาจจะคิดเยอะด้วยแหละ แต่ว่าระยะเวลาทำให้ดีขึ้นและความตั้งใจ พอเราจับจุดเราได้แล้วว่าเราเริ่มเครียด เริ่มกดดัน คนรอบข้าง สามี ลูก บอกทำไมดูเครียดกว่ากลับมาเล่นละครเรื่องล่าสุด

สิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ว่าจะทำให้โมก็จะกลายเป็นว่าทำไมไม่ได้ และทำได้ไม่เต็มที่ ฉะนั้นเราต้องรีบปรับตัวเองให้ได้ทันที เป้ยก็บอกคนอื่นว่าพอมายืนอยู่จุดนี้ บอกตรงๆ ว่ามันก็ยากที่จะทำยังไงให้มันได้ดี และเต็มที่อย่างที่เราตั้งใจไว้ เป้ยเห็นความตั้งใจของโม คงไม่สบายใจแน่ๆ ถ้าสิ่งอะไรที่เรายังทำค้างไว้อยู่ ไม่อยากให้โมต้องเป็นห่วงตรงนี้ จะทำให้ดีที่สุด

มีความรู้สึกว่าเพื่อนมาหามั้ย?

เป้ยไม่รู้ว่าเป้ยคิดไปเองหรือเปล่า คือตรงนี้เป้ยก็ไม่อยากจะแตะค่ะ เอาเป็นว่าเรารับรู้ได้ถึงสัญญาณที่มันดี ความรู้สึกที่มันดี อันนี้ขออนุญาตเก็บไว้ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวจะดูอะไรนิดนึง

ก่อนหน้านี้มีไปวางดอกไม้?

ค่ะ ก็เล่าให้คุณแม่ฟัง ไปทำบุญให้ที่เราทำได้ อย่างเป็นศาสนาอิสลามก็ทำในรูปแบบของเป้ย และยังมีแพลนอีกหลายๆ แพลนที่เราจะทำให้โมได้รับค่ะ จริงๆ เดี๋ยวก็มีการส่งข้อความไปหาแอนนาถามเรื่องอาหารของแมว เหมือนว่าถ้าทำอะไรได้เราก็อยากจะทำ ในฐานะเพื่อนร่วมวงการคนนึงและเราก็มาทำตรงนี้ต่อด้วยค่ะ

เราพยายามคิดว่าโมน่าจะเป็นห่วงอะไรบ้าง คือหลายอย่างก็มีคุย มีคุยกับทีมงานก็มีเหมือนกัน แต่ก็ต้องมาคุยกันอีกทีว่าจะไปทำอะไร ก่อนหน้ามีเป้ยกับเพื่อนก็บริจาคถุงห่อ ก็ช่วยกันๆ

เรียกว่าเป็นเพื่อนร่วมวงการที่อยู่ในช่วงสิบกว่าปีที่แล้วที่มีอีเวนต์เยอะ ก็จะเจอโมตลอด ก็จะพูดคุยกัน นิสัยเราคล้ายๆ กัน อารมณ์แบบช่างแต่งหน้าจะกลัวนิดนึง สองคนนี้มารวมกัน พี่ๆ เขาก็จะบอกว่าสองคนนี้รวมตัวกันไม่ได้ๆ (ยิ้ม) พอเป้ยห่างจากวงการ เราก็เจอกันตามห้าง โมก็บอกอยากมาเล่นกับน้องโปรดที่บ้าน ก็ยังไม่ได้มา

คือเราเป็นลักษณะเพื่อนร่วมงานมากกว่า แต่ว่าพอมีอะไรอย่างเป้ยมีปัญหา โมก็จะส่งข้อความมาประมาณนี้มากกว่า แต่ไม่ได้ถึงขนาดไปกินไปเที่ยว ตอนนี้ภาวนาตลอดเวลาขอให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับโม ก็ลุ้นตลอดเวลา ก็คุยกับทีมงานทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ด้วย เราก็มีความรู้สึกลูกผู้หญิงเหมือนกัน ทำไมในช่วงชีวิตของโมก็เจออะไรเยอะแยะมากมาย โห มันค่อนข้างจะร้ายสำหรับโมเหมือนกัน ก็นั่งคิดทำไมโลกช่างไม่ยุติธรรมกับผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบโมเลย

ที่มาจาก https://bit.ly/3tH6kRY