พระสงฆ์ เรียกฆราวาส ว่าโยม

มีข้อสันนิษฐานว่า คำว่า “โยม” มีที่มาจากภาษาเขมรโบราณ แปลว่า “ข้าทาส” โดยปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกเขมรโบราณสมัยก่อนพระนคร ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 แต่เดิมเขียนว่า “กฺญุํ” หมายถึง “คนรับใช้, ข้าทาส” ดังปรากฏในศิลาจารึก K.388 กล่าวว่า “เนะ คิ กฺยุํ วฺระ” แปลว่า “นี่คือข้าพระ” หรือในศิลาจารึก K. 600 กล่าวว่า “กฺญุํวฺระ” แปลว่า “ข้าพระ”

เวลาต่อมา คําว่า “กฺญุํ” ได้เปลี่ยนแปลงรูปเขียนจากพยัญชนะต้น ก ไปเป็นพยัญชนะต้น ข โดยเขียนว่า “ขฺญุํ” ซึ่งใช้กันต่อมาจนถึงภาษาเขมรปัจจุบัน และยังคงความหมายเดิมว่า “คนรับใช้, ข้าทาส” ดังปรากฏในศิลาจารึกเขมรสมัยพระนคร เช่น ศิลาจารึกอุบมุง พ.ศ. 1536 กล่าวว่า “ขฺญุํ มน กลฺปนา เผฺล อาศฺรม ปศฺจิม” แปลว่า “ข้าที่กัลปนาผลไม้แด่อาศรมทิศตะวันตก”

นอกจากนี้ยังมีการสันนิษฐานว่า “ข้าพระ” ในวัดที่พระสงฆ์หรือพราหมณ์ของไทยใช้เรียกเช่นเดียวกับคำยืมภาษาเขมรในภาษาไทยคำอื่น ๆ คือคำว่า “ขฺญุํ” ซึ่งออกเสียงว่า “ขญม” (ขะ – ยม) นอกจากนี้ยังมีคำที่ใช้สำหรับพระสงฆ์อื่น ๆ เช่น ฉัน จังหัน ฯลฯ ดังเช่นที่ใช้ในภาษาไทยถิ่นเหนือ มีคำว่า “ขะยม” หรือ “ขะโยม” ซึ่งมีความหมายว่า “เด็กวัด”

โดยยังสันนิษฐานเพิ่มเติมอีกว่า คำว่า “ขฺญุํ” ที่ออกเสียงว่า “ขญม” (ขะ – ยม) น่าจะลดทอนเสียงเหลือเป็น “ยม” จนกลายมาเป็นคำว่า “โยม” ในภาษาไทยปัจจุบัน และเปลี่ยนความหมายจาก “คนรับใช้, ข้าทาส” มาเป็นคำที่พระสงฆ์ใช้เรียกฆราวาส ตั้งแต่บิดามารดา ผู้อุปัฏฐาก ไปจนถึงผู้อุปการะพระทั่วไปนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้บัญญัติศัพท์ความหมายของคำว่า “โยม” ไว้ว่า โยมเป็นคำนาม เป็นคำที่พระสงฆ์ใช้เรียกบิดามารดาของตน หรือเรียกผู้ใหญ่รุ่นราวคราวเดียวกับบิดามารดา เช่น โยมพ่อ โยมแม่ โยมย่า โยมยาย โยมน้า

และยังเป็นคำใช้แทนชื่อบิดามารดาของพระสงฆ์ โดยเรียกผู้ที่เป็นบิดามารดาของผู้บวชว่า “โยมพระ” เรียกผู้ที่แสดงตนว่าเป็นผู้อุปการะพระสงฆ์โดยเจาะจงว่า “โยมอุปัฏฐาก” เรียกฆราวาสที่อยู่ปฏิบัติพระในวัดว่า “โยมวัด”
เรียกฆราวาสผู้อุปการะพระทั่ว ๆ ไปว่า “โยมสงฆ์”

 

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก
https://bit.ly/3Nio3Hk