ในหลวง ร.10 พร้อมด้วยพระราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตรสาร ค ดี เฉลิมพระเกียรติฯ

ในหลวง ร.10 พร้อมด้วยพระราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตรสาร ค ดี เฉลิมพระเกียรติฯ

เมื่อเวลา 19.23 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปทอดพระเนตรวีดิทัศน์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะทรงศึกษาในเครือรัฐออสเตรเลีย ณ ทำเนียบเอกอัครราช ทู ต เครือ รั ฐ ออสเตรเลียประจำประเทศไทย เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงทำเนียบเอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย นายแอลลัน เจมส์ มักคินนัน เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่การทูต และเจ้าหน้าที่ประจำสถานเอกอัครราช ทู ต เครือ รั ฐ ออสเตรเลียประจำประเทศไทย และคู่ ส ม ร ส เฝ้าฯรับเสด็จ

จากนั้น เสด็จเข้าห้องประทับรับรอง ทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย ในสมุดที่ระลึก แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปยังห้องพิธี เอกอัครราช ทู ต เครือ รั ฐ ออสเตรเลียประจำประเทศไทย กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และเชิญชวนแขกผู้มีเกียรติดื่มถวายพระพรแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ต่อจากนั้น เอกอัครราช ทู ต เครือ รั ฐ ออสเตรเลียประจำประเทศไทย ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึก และกราบบังคมทูลรายงานเกี่ยวกับสาร ค ดี เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงศึกษาในเครือ รั ฐ ออสเตรเลีย พร้อมทั้งกราบบังคมทูลเชิญทอดพระเนตรวีดิทัศน์ ส า ร ค ดี เฉลิมพระเกียรติ และกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการภาพถ่าย “การเสด็จพระราชดำเนินเยือนเครือ รั ฐ ออสเตรเลียของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อปี 2505 และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเครือรัฐออสเตรเลีย” ตามลำดับ สมควรแก่เวลา จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

สำหรับวีดิทัศน์สาร ค ดี เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงศึกษาในเครือ รั ฐ ออสเตรเลีย ดำเนินการจัดทำโดยสถานเอกอัครราช ทู ต เครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงศึกษาระดับเตรียม ท ห า ร ณ คิงส์สกูล เขตพารามัตตา นครซิดนีย์ และ วิ ท ย า ลั ย การ ท ห า ร ชั้นสูง ที่ วิ ท ย า ลั ย การ ท ห า ร ดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา โดยนำเสนอภาพเหตุการณ์ในขณะนั้น และบทสัมภาษณ์พระสหายร่วมชั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในเวลาต่อมา พระสหายร่วมชั้นหลายคน ได้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในกอง ทั พ และรัฐบาลออสเตรเลีย

ทั้งนี้ ประเทศไทยและเครือ รั ฐ ออสเตรเลีย มีความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิดตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2495 ซึ่งจะครบ 69 ปี ในปี 2564 โดยมีความร่วมมือครอบคลุมเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการ ทู ต การ ท ห า ร การค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน มีการแลกเปลี่ยนการเยือนของบุคคลระดับสูงระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยมีบทบาทสำคัญ และเป็นพันธมิตรที่สำคัญของเครือรัฐออสเตรเลียในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมาโดยตลอด

นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์อันดีในเชิงประวัติศาสตร์จากการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูก ย า เธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ส ย า ม มกุฎราชกุ ม า ร ทรงเข้าศึกษาวิชาการ ท ห า ร ต า ม ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัย ณ เครือ รั ฐ ออสเตรเลีย

โดยทรงเข้ารับการศึกษาระดับเตรียม ท ห า ร ที่คิงส์สกูล เขตพารามัตตา นครซิดนีย์ ระหว่างเดือนสิงหาคม 2513 ถึงเดือนพฤษภาคม 2514 และทรงเข้าศึกษาในวิ ท ย าลั ย การ ท ห า ร ชั้นสูง ที่วิทยาลัยการ ท ห า ร ดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2515 ถึงเดือนธันวาคม 2519 และทรงได้รับปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต (การศึกษาด้านการ ท ห า ร) คณะการศึกษาด้านการ ท ห า ร จาก ม ห า วิ ท ย า ลั ย นิวเซาท์เวลส์

นอกจากนั้น ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนเครือ รั ฐ ออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 12 กันยายน 2505

ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พระประมุขจากประเทศไทย เสด็จพระราชดำเนินเยือนเครือ รั ฐ ออสเตรเลีย โดยทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนเกือบทุก รั ฐ ของเครือรัฐออสเตรเลีย นับเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เรื่องราวของการเสด็จพระราชดำเนินในคราวนั้น ยังคงตร า ต รึงอยู่ในใจของชาวออสเตรเลียและชาวไทย และก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์อันดีที่ต่อยอดเป็นโครงการความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่มีมาจนถึงปัจจุบัน

ขอขอบคุณที่มา : https://bit.ly/3rYSIOp

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *