พระนามในทะเบียนรายชื่อนักเรียน

หากเป็นคนในยุคตั้งแต่เจนเนอเรชันเอ็กซ์ขึ้นไป ก็จะทราบว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จฯ ไปศึกษาต่อในต่างประเทศตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ น้ำเงินเข้ม จึงขอพาย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น เพื่อทราบพระราชประวัติเมื่อครั้งทรงศึกษาอยู่ในต่างประเทศ ผ่านการบอกเล่าจาก ‘ศ.เสนาะ ตันบุญยืน’ ซึ่งเป็นผู้ประกาศบีบีซีไทยคนแรก และเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในขบวนการเสรีไทย ได้เล่าไว้ในรายการวิทยุของบีบีซีไทย ในรายการพิเศษบีบีซีไทย เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสปีรัชมังคลาภิเษก 2531 ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

โดยเมื่อปี พ.ศ. 2484 ศ.เสนาะ ได้ลาออกจากราชการที่ประเทศไทย และกลับมาที่ประเทศอังกฤษอีกครั้ง เพื่อเข้าทำงานเต็มเวลากับบีบีซี ก่อนเดินทางออกจากประเทศไทย ได้เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลลาในหลวงรัชกาลที่ 9 และได้รับมอบหมายให้ถวายพระอักษรเป็นพิเศษในวิชาคณิตศาสตร์กับวิทยาศาตร์ทั่วไปแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จฯ ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเอกชนแบบประจำ ชื่อโรงเรียน คิงสมีด (King’s Mead) ในเมืองซีฟอร์ด มณฑลซัสเซ็กซ์ สหราชอาณาจักร เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาสำหรับเด็กชายช่วงอายุ 8-14 ปี ทรงศึกษาอยู่เป็นเวลาสองเทอม คือช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม และเดือนเมษายนถึงมิถุนายน โดยมีนักเรียนในโรงเรียนรวมทั้งสิ้น 74 คน เป็นนักเรียนชั้นเรียนของพระองค์เพียง 15 คน ก่อนจะทรงย้ายไปศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่เมืองอื่นในประเทศอังกฤษ และทรงใช้ พระนามในทะเบียนรายชื่อนักเรียน ของโรงเรียนว่า ‘Prince V. Mahidol’

ศ.เสนาะ ได้เล่าถึงพระปรีชาสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “ในการพูดภาษาอังกฤษแล้วท่านทรงพูดได้เก่งมาก เพราะว่าในการเข้าศึกษาที่โรงเรียนคิงสมีดนี้ต้องมีการสัมภาษณ์กับครูใหญ่ และครูใหญ่ก็ชมว่าท่านเก่งทางภาษาอังกฤษในวัยเยาว์ทรงโปรดกีฬาวิ่ง ยกน้ำหนัก และฟุตบอล ที่โปรดมากสุดคือวิ่ง ท่านมักจะทรงวิ่งทุกเช้าและก็บ่าย ตอนเช้าก็ก่อนรับประทานอาหารเช้า แล้วก็ตอนบ่ายก่อนรับประทานอาหารเย็น ก่อนที่ทรงเสวยพระกระยาหารตอนค่ำ แล้วก็การบริหารพระวรกายนี่ท่านทรงทำเสมอ เช่น ยกน้ำหนักกับดึงสปริงอะไรพวกนี้ รู้สึกว่าท่านก็ชอบกีฬาแบบผู้ชายทั้งหลายคือ อย่างฟุตบอล”

ในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2509 ในหลวงรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วย ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ได้เสด็จมารับพระองค์ที่โรงเรียนเพื่อไปเสวยพระกระยาหารกลางวันที่โรงแรมเดอะแกรนด์ในย่านเดียวกัน โดยนายปีเตอร์ บาร์เร็ตต์ และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนบางส่วนออกมาถวายการต้อนรับ ในการเสด็จฯ ที่โรงเรียนวันนั้นได้รับความสนใจจากสื่ออังกฤษแม้จะไม่ได้มีการประกาศล่วงหน้าก็ตาม ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นการเสด็จฯ เยือนอังกฤษเป็นการส่วนพระองค์

หลังจากจบการศึกษาที่โรงเรียนคิงสมีดในเดือนกันยายน พ.ศ.2509 แล้ว ก็ทรงเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนมิลล์ฟิลด์ (Millfield School) เมืองสตรีท มณฑลซอมเมอร์เซ็ต จนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2513 และในเดือนสิงหาคมก็ได้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาวิชาการทหารที่โรงเรียนคิงส์ เขตพารามัตตา นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นโรงเรียนเตรียมทหารเป็นเวลา 5 สัปดาห์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 ก็ทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัยการทหารชั้นสูงที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย และทรงสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2519

โดยหลักสูตรของวิทยาลัยการทหารดันทรูนแห่งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ ภาควิชาการทหาร รับผิดชอบและดำเนินการโดยกองทัพบก ออสเตรเลีย นักเรียนที่สำเร็จตามหลักสูตรนี้จะได้เป็นนายทหารยศร้อยโท ส่วนอีกภาคหนึ่งเป็นการศึกษาวิชาสามัญ ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ รับผิดชอบการวางหลักสูตร แบ่งออกเป็นสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ อักษรศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ นักเรียนนายร้อยที่ผ่านหลักสูตรดังกล่าวจะได้รับปริญญาตรีตามสาขาวิชาที่เลือกศึกษา โดยพระองค์ทรงเลือกศึกษาในสาขาวิชาอักษรศาสตร์

ทั้งนี้ โรงเรียนคิงสมีด ปิดกิจการลงเมื่อปี พ.ศ. 2511 เนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจ นับเป็นเวลา 54 ปีที่ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2457 หลังปิดกิจการโรงเรียนก็ถูกรวมกิจการเข้ากับโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งในเมืองอีสต์ กรินสเตด มณฑลซัสเซ็กซ์ ส่วนตัวอาคารของโรงเรียนถูกเปลี่ยนเป็นบ้านพักผู้สูงอายุ ซึ่งมีการรื้อโครงสร้างอาคารบางส่วนและสร้างใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานของธุรกิจ

หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว ในหลวงรัชกาลปัจจุบันก็เสด็จฯ กลับประเทศไทยมารับราชการทหาร พร้อมทั้งทรงศึกษาต่อในสาขาวิชาอื่น ๆ ในประเทศไทย อาทิ วิชาเสนาธิการทหารบกที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 46 เมื่อปี พ.ศ. 2520 และยังทรงเข้าศึกษาในสาขาวิชานิติศาสตร์ รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2525 ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2)

นอกจากนี้ยังทรงศึกษาต่อในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และทรงรับการฝึกอบรมหลักสูตรทางการทหาร และการบินอีกหลายหลักสูตร ทรงผ่านการฝึกอบรมเครื่องบินรบจนมีพระปรีชาสามารถและมีจำนวนชั่วโมงบินในระดับสูงมาก

รวมทั้งทรงศึกษาหลักสูตรนักบินพาณิชย์ จากสถาบันการบินพลเรือน ทรงสอบได้ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี และทรงเข้าศึกษาเพิ่มเติมอีกในหลักสูตรนักบินพาณิชย์เอก เมื่อปี พ.ศ. 2547 จากบริษัท การบินไทย และทรงสำเร็จการศึกษาและการบินด้วยเครื่องบินพาณิชย์จริง ทรงได้รับใบอนุญาตเป็นกัปตันเครื่องบินโบอิ้ง 777 จนได้รับพระราชสมัญญานามว่า เจ้าฟ้านักบิน

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก
https://bit.ly/3JFYrCh

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *