จุดเริ่มต้นของราชา ผู้เป็นพลังแผ่นดิน

แม้จะผ่านวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาแล้ว แต่เชื่อว่าพสกนิกรชาวไทยหลายคนคงยังระลึกถึงพระองค์ท่าน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนชาวไทยตลอดรัชสมัยอย่างต่อเนื่อง

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระราชโอรสใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์น รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (ในหลวงรัชกาลที่ 8สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเป็นการลำลองเรียกพระองค์ว่า ‘เล็ก’

โดยเมื่อแรกประสูติยังไม่ได้มีการตั้งพระนาม แพทย์ผู้ทำคลอดระบุชื่อทารกในใบเกิดว่า ‘B a b y S o n g k l a’ ซึ่ง ‘สงขลา’ เป็นนามสกุลที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงใช้ขณะประทับอยู่ในสหรัฐอเมริกา

ต่อมา สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) หรือมิสเตอร์สงขลา ที่พระสหายชาวต่างชาติเรียกขาน ได้ส่งโทรเลขถึง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า (พระอิสริยยศขณะนั้น ภายหลังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้เป็นพระมารดา ความว่า

“ลูกชายเกิดเช้าวันนี้ สบายดีทั้งสอง ขอพระราชทานนามทางโทรเลขด้วย”

สมเด็จพระพันวัสสาฯ เสด็จไปเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งเป็น เสด็จอา ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อขอพระราชทานนามของพระราชนัดดา ซึ่งรัชกาลที่ 7 ก็ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานลายพระราชหัตถเลขาตั้งพระนามพระราชนัดดา และสมเด็จพระพันวัสสาฯ ทรงมีโทรเลข ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2470 ไปยังสหรัฐอเมริกา โดยทรงกำกับตัวสะกดพระนามเป็นอักษรโรมันว่า “…Y o u r s o n ‘ s n a m e i s B h u m i b a l a A d u l a d e j a…”

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ไม่ทรงทราบว่าเป็นการสะกดแบบโรมัน จึงทรงเข้าพระทัยว่าได้รับพระราชทานนามพระโอรสว่า ‘ภูมิบาล’ จึงได้สะกดภาษาอังกฤษในพระสูติบัตรว่า ‘Bhumibal’ พระนามในช่วงแรก ๆ จึงเขียนเป็นภาษาไทยว่า ‘ภูมิบาลอดุลเดช สงขลา’

กระทั่ง เมื่อมีพระชนมพรรษาครบ 1 พรรษา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยม และสมเด็จพระบรมราชชนนี กลับประเทศไทย โดยประทับ ณ วังสระปทุม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระปรมาภิไธยให้ว่า ‘ภูมิพลอดุลเดช’ มีความหมายว่า ‘พลังของแผ่นดิน เป็นอำนาจที่หาใดเปรียบมิได้’

ทั้งนี้ คำว่า ‘อดุลเดช’ นั้นเป็นการสะกดเหมือนกับพระนามของพระบิดา ซึ่งสะกดแบบไม่มี ย.ยักษ์ คือ มหิดลอดุลเดชฯ แต่ต่อมาทรงเขียน ‘อดุลยเดช’ ใช้สลับกันไปมา จนเป็นที่นิยมใช้แบบหลังมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา: นิตยสารแพรวฉบับพิเศษ ปีที่ 38 ฉบับที่ 893 / หนังสือ แสงแห่งแผ่นดิน และ มติชนออนไลน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *