เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลาดาราสาวลูกครึ่งไทย-มาเลเซีย ตั้งแต่เอสเธอร์ผันตัวเองมาเป็นนักแสดงอิสระดีกรีความฮอตก็ทะลุจนทำให้ขึ้นแท่นเป็นนางเอกคิวทองแถมพัฒนาการความสวยก็พัฒนาตามไปด้วย เป็นนางเอกสาวที่เติบโตมาในวงการบันเทิงพร้อมกับฝีมือครบครันกลายเป็นขวัญใจแฟนๆ มานานรับมาแล้วแทบทุกบททั้งสาวใสๆวัยรุ่นชอบไปจนถึงนางเอกเจ้าน้ำตาร้องไห้แทบขาดใจ ซึ่งแต่ละผลงานก็เป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ ไม่น้อย

เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

และล่าสุด สาวเอสเธอร์ มากับบทสุดหินอลิศราจากละครดราม่าจัดหนักวิมานทรายประกบพระเอกหนุ่มเจษ เจษฎ์พิพัฒออนแอร์ทางช่อง one31ไม่กี่ตอนก็ได้รับกระแสตอบรับจากแฟนๆอย่างล้นหลามแต่ละคนเกาะขอบจอรอชมกันไม่คลาดสายตา

ละครดราม่าจัดหนักวิมานทราย

ประกบพระเอกหนุ่มเจษ เจษฎ์พิพัฒ

วิมานทราย

งานนี้จึงต้องขอพาตัวสาวเอสเธอร์มานั่งพูดคุยกันถึงละครเรื่องนี้และพลาดไม่ได้กับการพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิตในฐานะเจ้าของกิจการทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร และที่ปังสุดๆคือธุรกิจต้นไม้ที่ร่วมทำกับหวานในหนุ่มเคน ภูภูมิว่าเป็นยังไงบ้างพร้อมทั้งอัปเดตหัวใจที่สาวเอสเธอร์บอกตรงนี้เลยว่าพร้อมแต่งงานแล้วนะจ๊ะ

เอสเธอร์-เคน ภูภูมิ

เอสเธอร์-เคน ภูภูมิ

เอสเธอร์-เคน ภูภูมิ

Q:เป็นยังไงบ้างกับเรื่อง “วิมานทราย” เห็นว่าดราม่ามาก เล่าให้เราฟังหน่อย A:ดราม่านหนักมากค่ะเป็นชีวิตของผู้หญิงคนนึงที่เล่าเรื่องตั้งแต่สมัยเรียนว่าเจออะไรมาบ้างมันก็จะผ่านเวลาที่โตขึ้นมีพัฒนาการของตัวละครที่ชัดเจน เรียกว่าเป็นละครที่เข้มข้นสนุกและน่าติดตามค่ะ ในเรื่องรับบทเป็นอลิศราเป็นช่างวาดภาพจะออกแนวโบฮีเมียนหน่อยๆมีความบอยๆมีเพื่อนผู้ชายเยอะ ค่อนข้างทะมัดมะแมงและไปตกหลุมรักกับพระเอกก็คือภาณินแต่ดันมีเหตุการณ์ทำให้พระเอกเข้าใจผิด เรื่องก็เลยกลับตาลปัตร เขาเลยกลายเป็นว่าไม่ชอบเรา เกลียดเราค่ะ Q:ตอนรับบทมาเราเห็นความท้าทายอะไรในตัวละครนี้บ้าง A:เอสเธอร์ว่ามันเป็นบทที่ท้าทายมากนะคะ ด้วยความที่คาแร็กเตอร์ของตัวละครเป็นผู้หญิงบอยๆทะมัดทะแมงรวมทั้งการแต่งตัวแบบนี้เราไม่เคยรับบทแบบนี้มาก่อน เป็นคาแร็กเตอร์ที่ฉีกจากที่เคยเล่นๆ มาเรื่องความดราม่าในเรื่องก็เป็นอะไรที่หนักใจเหมือนกัน มันค่อนข้างเครียดเวลาเข้าฉากกับพระเอกทีไรมันคือการฟาดฟันอารมณ์ใส่กันตลอด แต่มันยากที่ว่าเราจะเล่นยังไงให้คนดูรู้ว่าเราไม่ได้เกลียดกันจริงๆ ภายใต้คำด่า ภายใต้สิ่งที่แสดงออกว่าเกลียดกันแต่จริงๆ ทั้งคู่ยังรักกันอยู่เป็นจุดที่รู้สึกว่ามันยากมากค่ะ

Q:มาเจอกับเจษ เจษฎ์พิพัฒเต็มๆ เรื่องแรกร่วมงานกันเป็นยังไงบ้างA:ดีค่ะ เคยเจอพี่เจษเรื่องแรกเมื่อ5-6ปีแล้ว แต่ตอนนั้นไม่ได้ร่วมงานกันแบบเต็มตัวแต่ตอนนี้มาเจอกันเต็มๆก็ดีที่ได้ร่วมงานกับพี่เจษเพราะคาแร็กเตอร์พระเอกคือเหมาะกับพี่เขามากๆ พอเรามาเข้าฉากกันเป็นอะไรที่ทำงานง่ายมากๆไม่ได้ต้องมาเรียนรู้กันใหม่ Q:โดนเขาเกรี้ยวกราดใส่หนักเลยใช่ไหม A:โหเยอะแยะเลยค่ะ ไม่ว่าจะผลัก กระชากคำพูดที่ทำร้ายจิตใจเขาก็ไม่ยั้งเลยไม่ยั้งเลยจริงๆ Q:ในเรื่องจะได้เห็นบทบาทที่เอสเธอร์ไม่เคยเล่นมาก่อนด้วย A:ใช่ค่ะ เรื่องนี้จะได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ตอนเด็กๆ ก็จะเป็นวัยเรียน เป็นรักใสๆ เวลาผ่านไปตัวละครก็โตขึ้นที่สำคัญเรื่องนี้มีลูกด้วย ไม่เคยรับบทแม่ที่ลูกโตแล้วสามารถสื่อสารกับเราได้มาก่อนเลย ก็จะได้เห็นเอสเธอร์ในพาร์ทของความเป็นแม่ ที่อยากจะได้อยู่กับลูก จะมีความยากตรงนั้น ก็หวังว่าคนดูจะเชื่อนะว่าเรามีความรู้สึกของคนเป็นแม่จริงๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เล่นเป็นแม่เต็มตัวเลย เรื่องอื่นจะแค่มีลูกแต่ลูกยังไม่คลอด บางเรื่องลูกก็ยังเป็นเบบี๋ทารกบ้าง แต่เรื่องนี้ลูกต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเราเยอะมากค่ะ

Q:การถ่ายทำเครียดเหมือนเนื้อเรื่องไหม A:การถ่ายทำสนุกสนานมากเลยค่ะ ต่างจากมู้ดของเรื่องมาก ร่วมงานกับนักแสดง กับทีมงานทุกคนเราสนุกกันมาก ทำให้อยากมาทำงานทุกวันเลยพี่ๆทุกคนน่ารักกันมาก Q:คาดหวังกับผลงานชิ้นนี้ของเราไว้ยังไง A:หวังว่าอยากให้แฟนๆ ได้ชมกัน เพราะเป็นเรื่องที่ตั้งใจทำงานกันมากๆ เป็นบทที่ยากและท้าทายมากๆ อยากให้ผู้ชมคอยลุ้นคอยเชียร์ไปพร้อมๆ พวกเราค่ะ Q:อัปเดตชีวิตกันบ้าง ตอนนี้กลับมาทำงานเต็มตารางหรือยัง A:เริ่มกลับมาทำงานแบบเต็มรูปแบบแล้วค่ะ นอกจากวิมานทราย ยังไม่มีเรื่องอื่น จะมีอีกทีปีหน้าเลย อยู่ในช่วงรอบทอยู่ ยังไม่ได้เห็นบทที่ชัดเจนค่ะ

Q:ธุรกิจของเราก็ประสบปัญหาช่วงโควิด-19 แบบเต็มๆเหมือนกันตอนนี้ดีขึ้นไหม A:ธุรกิจร้านกาแฟ ร้านอาหารเปิดปกติแล้วค่ะ แล้วก็ต้นไม้ตอนนี้ทำมาได้ประมาณ2ปีแล้วเวลาผ่านไปไวมากค่ะ Q:เป็นยังไงบ้างกับชีวิตนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ A:เป็นอะไรที่แปลกใหม่นะคะ เป็นอะไรที่ต้องเรียนรู้ไปกับมัน ไม่คิดว่าอย่างร้านอาหารเราเปิดช่วงที่โควิดมาพอดีแล้วใครจะไปคิดว่าร้านเราเพิ่งเปิดแล้วต้องปิดทันทีที่โควิดมา จนตอนนี้ครบปีนึงแล้วร้านยังไม่ทำกำไรเลยนะค (หัวเราะ) แต่เราก็ยังใจสู้ค่ะ เราต้องทุ่มเทและสู้ไปจนถึงที่สุดต้องเชื่อว่าสถานการณ์มันต้องกลับมาดีขึ้นค่ะ

Q:แอบใจแป๊วหรือนอยด์บ้างไหม A:มีค่ะ มีตลอด มีมาเป็นห้วงๆ แต่พอมาทีไรเราก็คิดว่า เอ้อมันจะต้องดีขึ้นเรายังไม่ได้เปิดขายแบบเต็มที่เลยถ้าไม่มีโควิดแล้วอาจจะมีลูกค้าเข้ามาคนอาจจะกล้าออกมาใช้ชีวิตมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องกังวลอะไร เราก็จะให้กำลังใจตัวเอง คนในครอบครัวก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกันค่ะ Q:ตอนที่ต้องปิดร้านไปเราตกใจ ทำอะไรไม่ถูกบ้างไหม A:มันน่าจะเป็นแบบว่าตกใจมากกว่า ไม่คิดว่าเราจะมาถึงจุดนี้จริงๆ ที่ทุกอย่างต้องปิดหมดเพราะว่าเราไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ในชีวิต เราตกใจในครั้งแรก แต่พอมันมีครั้งที่สองครั้งที่สามเราก็จะแบบเอาเลยค่ะ จะปิดก็ปิดค่ะ เอาเลยค่ะ มันก็จะเป็นความเคยชินที่เราก็ต้องปรับอยู่กับมันให้ได้ค่ะ ปรับตัวไปตามสถานการณ์มีท้อแต่ว่ายังไม่ถอดใจค่ะ

Q:มาพูดเรื่องธุรกิจต้นไม้บ้างร่วมทำกับเคน ภูภูมิแบบเต็มตัวเลยใช่ไหม A:ใช่ค่ะ ก็ไม่คิดว่าจะเติบโตได้ไวขนาดนี้เพราะว่าเริ่มต้นจากตอนแรกเราเริ่มจากโควิดที่ว่าเราไม่มีอะไรทำเราก็เลยเริ่มเลี้ยงเลี้ยงเพราะไม่มีอะไรทำเลยเลี้ยงต้นไม้ ไปๆ มาๆ ตอนนี้กลายเป็นเราสามารถเพาะ สามารถขายได้เองมันก็เป็นอะไรที่ใหม่ดีแล้วก็ดีเลยค่ะ Q:เคนเป็นคนเริ่มเลี้ยงก่อนเหรอ A:ไม่ค่ะ เริ่มที่หนูค่ะ โม้อีกแล้ว(หัวเราะ)คือมันเริ่มจากโควิดอย่างที่บอกมันไม่มีอะไรทำก็ชวนพี่เคนนี่แหละไปดูต้นไม้ที่คลอง15 ตอนแรกพี่เคนก็เหมือนว่า ไม่อยากไป ขี้เกียจไปจังเลยก็เลยต้องบังคับไป พอบังคับไปพี่เคนก็เริ่มซึมซับซื้อต้นไม้กลับมาเลี้ยงก็เริ่มมีความชอบพอไปเปิดดูสวนของฝรั่งก็เห็นว่ามันเติบโต มีต้นไม้อีกเยอะในโลกนี้ที่เรายังไม่เคยสัมผัสและบางต้นมันสวยมากค่ะก็เลยเป็นความชอบโดยที่ไม่รู้ตัวจนตอนนี้พี่เคนรักต้นไม้มากๆ ค่ะ

Q:จากความชอบที่กลายมาเป็นธุรกิจ มันเครียดขึ้นไหม A:คือหนูไม่ซีเรียส แต่พี่เคนน่ะ(หัวเราะ)ตอนแรกมันก็เริ่มจากความชอบพอชอบเสร็จปุ๊บพอมันเริ่มมาเป็นธุรกิจมันก็จะมีในเรื่องของการลงทุน พอทีนี้เราลงทุนเยอะ เราก็ควรจะมีกำไรตอบแทนกลับมา แล้วถ้ากำไรมันไม่คุ้มกับสิ่งที่เราลงทุนไปอันนั้นแหละมันก็จะเริ่มเครียด แล้วก็จะมีแบบว่าบางต้นราคาสูงมากมันอยากได้ แต่ก็ยังไม่ควรลงทุนตอนนี้อะไรอย่างงี้ก็มีบ้าง Q:เคยลงทุนกับต้นไปมากที่สุดเท่าไหร่ A:โหลงทุนมากที่สุดเหรอคะน่าจะเป็นเดือนเดียวซื้อไป4-5ล้าน อะไรแบบนี้ค่ะซื้อแต่ต้นไม้แล้วบางต้นเล็กๆแล้วก็ตายเรายังไม่ทันได้ขายแต่ต้นทุนเราหายไปแล้ว

Q:แล้วเคยขายต้นไม้ได้แพงสุดเท่าไหร่ A:ขายได้แพงสุดเหรอเหรอคะมันแล้วแต่ต้นไม้ค่ะบางต้นก็มีหลักแสน ห้าแสน อะไรอย่างงี้ก็มีมันแล้วแต่สายพันธุ์ แล้วแต่ขนาดลายของมันด้วย Q:เคน ภูภูม จากคนที่ไม่เคยสนใจต้นไม้ วันนี้เต็มตัวกับธุรกิจสายนี้ เขาลงทุนลงแรงแค่ไหน A:โหพี่เคนลงทุนทั้งแรงใจและแรงกาย(หัวเราะ)กับต้นไม้มากๆเพราะว่าเหมือนเราต้องรู้จักต้นไม่ทุกต้น ต้นไม้แต่ละต้น สายพันธุ์บางต้นวิธีการเลี้ยงก็แตกต่างกัน บางต้นชอบอยู่ในสภาพที่ชื้นๆ แต่แดดร้อยเปอร์เซ็นต์ อะไรประมาณนี้มันก็จะมีดีเทลเล็กๆ น้อยๆ วิธีการตัดต้นไม้ วิธีการอบ พี่เคนก็อบแล้วก็ตายไปหลายต้น ต้องเรียนรู้ไปกับมัน พี่เคนก็เรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์มาก่อน เราก็ศึกษาจากเขา ดูวิธีการเลี้ยง วิธีการเพาะของเขา เราก็จะเป็นคนที่อยู่ในแอร์ ช่วยยกต้นไม้บ้างถ้าเราว่าง เขาดูแลต้นไม้ เราก็ดูแลเขาอีกที(ยิ้ม) Q:คิดวางแผนกันไว้ไกลแค่ไหนสำหรับธุรกิจนี้ A:ใจหนูอยากได้เพาะแบบเป็นสวนใหญ่เลยหรือเป็นไม้จำนวนอะไรอย่างงี้ค่ะ แบบเราขายไม้จำนวนเอาอะไรแบบนี้ จริงจังค่ะเพราะพี่เคนเขาชอบเขารักแล้วเขาตั้งใจกับมันจริงๆ เขาอยากให้มันเห็นผลไปถึงเป้าหมาย แต่ก็ไม่ได้ทิ้งงานในวงการนะคะ พี่เคนก็มีถ่ายละครอยู่เหมือนกันเหมือนเราก็ต้องแบ่งครึ่งๆทำงานในวงการด้วยแล้วก็ไม่ได้ทิ้งต้นไม้ด้วย

Q:ความรักล่ะ ตอนนี้เป็นยังไงกันบ้าง A:ก็เรียกได้ว่าเหมือนเป็นคนในครอบครัวไปแล้วค่ะ ด้วยความที่คบกันมานานรู้จักกันมานานเลยเป็นความผูกพัน เหมือนคนสนิทในครอบครัว รู้จักกับคุณพ่อคุณแม่ ทำอะไรทำด้วยกันหมดเลย ตอนนี้คบกันมา6ปี กำลังจะเข้าปีที่7ค่ะ นานค่ะ นาน Q:ยังมีเรื่องงอนกันอยู่หรือเปล่า A:มีค่ะ มี ส่วนมากก็จะงอนแบบไม่ค่อยเข้าเรื่อง งอนเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง อย่างเรื่องต้นไม้ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เรางอนได้ เหมือนเขาสนใจต้นไม้เยอะกว่าอยู่ช่วงนึง เราก็รู้สึกว่าทำไมเขาเปลี่ยนไปนะ ก็เลยเกิดเหตุการณ์ที่หนูซ่อนรูปเพื่อหวังจะให้เขารู้ แต่ไม่รู้ค่ะ ต้องเรียกมาจับเข่าคุยกัน เขาก็เริ่ม อ๋อๆ โอเค รู้แล้วก็เราปรับเข้าหากัน มาเจอกันคนละครึ่งทาง เป็นเหมือนแค่ความไม่เข้าใจ ความงอนกัน พอมันได้คุยได้พูดความในใจมันก็หายแล้วคนสองคนนิสัยไม่ได้เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะฉะนั้นเราก็ต้องศึกษาเขาในทุกๆ วัน ศึกษาเขาในช่วงชีวิต ช่วงนี้ทัศนคติโตขึ้น เขาก็ดูดีขึ้นในเรื่องนี้นะ เราเองก็เหมือนกัน เหมือนเราก็โตขึ้น เขาก็จะงงว่าทำไมเราเปลี่ยนไปนิดนึงอะไรอย่างงี้

Q:อยากแต่งงานหรือยัง A:ใจหนูเหรอคะ จริงๆก็อยากแต่งนะคะ แต่ว่าอาจจะด้วยหลายๆ อย่างยังไม่พร้อม ธุรกิจเราก็อยากให้มันลงตัวเราจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงถ้าถึงตอนนั้นมันจะเกิดขึ้นก็น่าจะเป็นจังหวะที่ดีค่ะ Q:เคนเริ่มพูดเรื่องแต่งงานหรือยัง A:ไม่ได้คุยกันจริงจังค่ะ แต่ว่าก็คุยกันเล่นๆ พอคุยกันเล่นๆ เราก็รู้สึกว่าเป้าหมายของเรามันตรงกันนะ Q:คนนี้คือคนที่ใช่สำหรับเราแล้ว A:ใช่ค่ะ อยากจะใช้ชีวิตกับคนนี้ไปตลอดชีวิตค่ะ

Q:อะไรในตัวเขาที่ทำให้เรามั่นใจและอยากใช้ชีวิตร่วมกัน A:อืม..มั่นใจเหรอคะ ถ้าสำหรับหนู หนูจะรู้สึกว่าด้วยความที่เราศึกษาซึ่งกันและกัน เรียนรู้กันมา ระยะเวลาในการคบกันมันก็นานแล้ว อย่างที่บอกเขาเป็นเหมือนคนในครอบครัวของเราแล้ว ใจเรามันก็เหมือนแบบ มันก็ต้องคนนี้แล้วแหละ เพราะเราก็รู้สึกมีความสุขเวลาที่ได้อยู่กับเขา เหมือนทุกอย่างมันคือความเคยชิน และเราเป็นคนชอบความเคยชินนี้มาก เราไม่ชอบอะไรที่ต้องศึกษาใหม่ เราพร้อมที่จะเรียนรู้ไปกับเขาแล้วก็แก้ไปกับเขา ก็เลยคิดว่าต้องคนนี้แล้วแหละจริงๆ ก็ไม่รู้นะคะว่าจะคบกันได้ยาวถึงทุกวันนี้ แต่เพราะกอย่างมันปล่อยไปตามจังหวะธรรมชาติ เราค่อยๆ เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ค่อยๆ ผ่าน ปีนึง สองปี สามปี ค่ะ”

Q:ถ้าเขาขอแต่งงานเมื่อไหร่เราก็พร้อมแล้วA:หนูก็อยากแล้วนะคะ แต่ว่าอยากให้พร้อม ถ้าพี่เขาพร้อมหนูก็พร้อมค่ะ(ยิ้มหวาน)เอสเธอร์ปิดท้าย ด้วยคำตอบชวนยิ้ม ไม่รู้ว่าหนุ่มเคนเห็นแล้วจะว่ายังไงบ้าง แต่ที่แน่ๆ แฟนๆ รอยินดีกันแล้วจ้า

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

IG:esthersupree

ขอขอบคุณแหล่งที่มา
https://bit.ly/3lN5Nd2

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *