รอยยิ้มของพ่อ

วันหนึ่งในปีพ.ศ.2489 วันที่ทรงแรกพบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่เก้าซึ่งประทับอยู่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เสด็จฯ ไปยังประเทศฝรั่งเศส เพื่อทอดพระเนตรรถยนต์พระที่นั่งแทนคันเดิมซึ่งทรงใช้มานาน โปรดเกล้าฯ ให้ม.จ.นักขัตรมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสพร้อมครอบครัวเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทวันนี้เองที่ทรงพบกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาของ ม.จ.นักขัตรมงคล และ ม.ล.บัว กิติยากร ที่มารับเสด็จ

 

โดยวันนั้น ม.ร.ว.สิริกิติ์แต่งตัว เรียบร้อย สวมสูทสีเนื้อ ไว้หางเปียยาวถึงหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่เก้าเสด็จฯ มาถึงช้ากว่ากำหนด ทราบสาเหตุภายหลังว่าเนื่องจากรถยนต์พระที่นั่งเกิดเสียและน้ำมันหมด ตรัสว่าทรงจำได้ดีถึงสีหน้าของ ม.ร.ว.สิริกิติ์ที่ทั้งหิวและรอนาน เมื่อเสด็จฯ มาถึงราชเลขาฯ ได้เชิญแต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย แล้วให้เด็กไปรับประทานอาหารจีนอีกที่ จึงทำให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์เคืองอยู่นิดๆ

เมื่อตรัสถึงเรื่องนี้ทั้งสองพระองค์จะทรงพระสรวล โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงล้อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่า “เดินตุปัดตุเป๋ หน้างอ คอยถอนสายบัว”สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงกราบบังคมทูลตอบว่า “ที่หน้างอ เพราะให้แต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย เด็กกลับไล่ไปกินที่อื่น”ก่อนทรงได้พบกับม.ร.ว.สิริกิติ์ ทรงทราบถึงความน่ารักจากสมเด็จพระราชชนนีมาก่อนแล้ว ในการเสด็จเยือนปารีสครั้งแรก สมเด็จพระราชชนนีรับสั่งเป็นพิเศษว่าให้ไปทอดพระเนตรลูกสาว ของ ม.จ.นักขัตรมงคล “ว่าจะสวย น่ารักไหม” ทรงกำชับว่า “เมื่อถึงปารีสแล้วให้โทร.บอกแม่ด้วย”

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ถึงก็ทรงโทรศัพท์หาและตรัสว่า “เห็นแล้ว น่ารักมาก”เนื่องจากเวลาเสด็จฯ ยังกรุงปารีส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับที่สถานทูตไทย ทำให้ครอบครัว ม.จ.นักขัตรมงคลซึ่งรวมถึง ม.ร.ว.สิริกิติ์เป็นที่คุ้นเคยเบื้องพระยุคลบาท ความที่ได้พบพระพักตร์บ่อยครั้ง ทั้งยังมีความชอบในสิ่งเดียวกันโดยเฉพาะการดนตรีประกอบกับนิสัยร่าเริง สุภาพอ่อนน้อม และขี้อายในบางครั้ง ทำให้ยิ่งประทับพระราชหฤทัย

โดยมีความสวยงามของเมืองโลซานเป็นฉากหลังที่โรแมนติกและมีความหมายยิ่งต่อทั้งสองพระองค์ข่าวใหญ่ที่ทำให้ประชาชนชาวไทยตกใจเป็นอย่างมากในเดือนตุลาคม พ.ศ.2491 คือ ข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์นอกเมืองโลซาน ระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลในตำบลเมอร์เซสนั้น รับสั่งให้ราชองครักษ์ ติดต่อไปยัง ม.จ.นักขัตรมงคล ให้ ม.ล.บัว กิติยากร พาธิดาทั้งสองคือ ม.ร.ว.สิริกิติ์และ ม.ร.ว.บุษบาเข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการที่ โรงพยาบาลเป็นประจำทุกวัน

มีพระราชกระแสรับสั่งว่า เมื่อทรงฟื้นคืนพระสติครั้งแรก ทรงระลึกถึงบุคคลเพียง 2 คน คือสมเด็จพระราชชนนีและม.ร.ว.สิริกิติ์เรื่องนี้ ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้กล่าวว่า “สิ่งแรกเมื่อรู้สึกพระองค์คือทรงหยิบรูป ม.ร.ว.สิริกิติ์ออกจากพระกระเป๋า ส่งถวายสมเด็จพระราชชนนี พร้อมกับรับสั่งว่า ‘แม่ เรียกสิริมาที’ “ท่านผู้หญิงเกนหลงกล่าวว่า “รูป ม.ร.ว.สิริกิติ์รูปนั้นเป็นรูปแรกที่ทรงถ่าย เป็นรูปหมู่ที่ถ่ายตอนบุคคลเข้าเฝ้าฯ ณ สถานทูต ม.ร.ว.สิริกิติ์อยู่เป็นคนสุดท้าย เห็นหน้าไม่ชัด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ‘ยู้ฮู คนข้างหลังโผล่หน้ามาหน่อยสิ’ รูปนั้นทรงตัดเฉพาะหน้า ม.ร.ว.สิริกิติ์ไว้ในพระกระเป๋า””…เราไม่ค่อยชอบเวลาใครมาถ่ายภาพภรรยาของเรา เราจะรู้สึกหวงและอิจฉาบรรดาช่างภาพทั้งหลายเพราะเราชอบถ่ายภาพพระราชินีด้วยตัวเราเอง เราไม่เคยทิ้งรูปถ่ายของเธอแม้แต่สักภาพเดียว แม้ว่าจะมีบางภาพที่เราไม่ค่อยชอบก็ตาม…” ในหลวงรัชกาลที่เก้า พระองค์ทรงเป็นคนโรแมนติค ทรงเคยตรัสเอาไว้กับ Mr.Reginald Davis ช่างภาพจากประเทศอังกฤษ ถึงสาเหตุที่ทรงชอบถ่ายภาพด้วยพระองค์เอง

ในปีพ.ศ.2502 ในหลวงรัชกาลที่เก้าทรงเริ่มเขียนภาพอย่างจริงจัง ในระยะแรกๆ ทรงเขียนภาพเหมือนจากพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และทรงเคยปั้นงานประติมากรรมฝีพระหัตถ์เป็นพระรูปปั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ

พระบรมราชินีนาถ ครึ่งพระองค์ ความสูง 12 นิ้วด้วย มีเรื่องเล่าถึงบทสัมภาษณ์ที่ในหลวงพระราชทานสัมภาษณ์นักข่าวต่างประเทศ เมื่อปีพ.ศ.2503 ครั้งเสด็จฯเยือนยุโรปและสหรัฐอเมริกา นักข่าวกราบบังคมทูลถามว่าเพราะเหตุใดพระองค์ถึงทรงเคร่งขรึมนัก ไม่ทรงยิ้มหรือพระสรวลบ้างเลย ทรงชี้ไปที่พระราชินีซึ่งประทับอยู่ข้างๆ พร้อมกับตอบว่า “She’s my smile (นั่นไงยิ้มของฉัน)””น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้”

เนื่องในโอกาส 5 ธันวาคม 2564 วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรข้าพระพุทธเจ้า แอดมินเพจเก้ากระบี่เดียวดายรอยยิ้มของพ่อวันหนึ่งในปีพ.ศ.2489 วันที่ทรงแรกพบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่เก้าซึ่งประทับอยู่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เสด็จฯ ไปยังประเทศฝรั่งเศส เพื่อทอดพระเนตรรถยนต์พระที่นั่งแทนคันเดิมซึ่งทรงใช้มานาน

โปรดเกล้าฯ ให้ม.จ.นักขัตรมงคล กิติยากรเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสพร้อมครอบครัวเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทวันนี้เองที่ทรงพบกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาของ ม.จ.นักขัตรมงคล และ ม.ล.บัว กิติยากร ที่มารับเสด็จ โดยวันนั้น ม.ร.ว.สิริกิติ์แต่งตัว เรียบร้อย สวมสูทสีเนื้อ ไว้หางเปียยาวถึงหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่เก้าเสด็จฯ มาถึงช้ากว่ากำหนด ทราบสาเหตุภายหลังว่าเนื่องจากรถยนต์พระที่นั่งเกิดเสียและน้ำมันหมด ตรัสว่าทรงจำได้ดีถึงสีหน้าของ ม.ร.ว.สิริกิติ์ที่ทั้งหิวและรอนาน เมื่อเสด็จฯ มาถึงราชเลขาฯ ได้เชิญแต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย แล้วให้เด็กไปรับประทานอาหารจีนอีกที่ จึงทำให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์เคืองอยู่นิดๆ

เมื่อตรัสถึงเรื่องนี้ทั้งสองพระองค์จะทรงพระสรวล โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงล้อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่า “เดินตุปัดตุเป๋ หน้างอ คอยถอนสายบัว”สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงกราบบังคมทูลตอบว่า “ที่หน้างอ เพราะให้แต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย เด็กกลับไล่ไปกินที่อื่น”ก่อนทรงได้พบกับม.ร.ว.สิริกิติ์ ทรงทราบถึงความน่ารักจากสมเด็จพระราชชนนีมาก่อนแล้ว

ในการเสด็จเยือนปารีสครั้งแรก สมเด็จพระราชชนนีรับสั่งเป็นพิเศษว่าให้ไปทอดพระเนตรลูกสาว ของ ม.จ.นักขัตรมงคล “ว่าจะสวย น่ารักไหม” ทรงกำชับว่า “เมื่อถึงปารีสแล้วให้โทร.บอกแม่ด้วย”เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ถึงก็ทรงโทรศัพท์หาและตรัสว่า “เห็นแล้ว น่ารักมาก”เนื่องจากเวลาเสด็จฯ ยังกรุงปารีส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับที่สถานทูตไทย ทำให้ครอบครัว ม.จ.นักขัตรมงคลซึ่งรวมถึง ม.ร.ว.สิริกิติ์เป็นที่คุ้นเคยเบื้องพระยุคลบาท ความที่ได้พบพระพักตร์บ่อยครั้ง ทั้งยังมีความชอบในสิ่งเดียวกันโดยเฉพาะการดนตรี

ประกอบกับนิสัยร่าเริง สุภาพอ่อนน้อม และขี้อายในบางครั้ง ทำให้ยิ่งประทับพระราชหฤทัย โดยมีความสวยงามของเมืองโลซานเป็นฉากหลังที่โรแมนติกและมีความหมายยิ่งต่อทั้งสองพระองค์ข่าวใหญ่ที่ทำให้ประชาชนชาวไทยตกใจเป็นอย่างมากในเดือนตุลาคม พ.ศ.2491 คือ ข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์นอกเมืองโลซาน ระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลในตำบลเมอร์เซสนั้น รับสั่งให้ราชองครักษ์

ติดต่อไปยัง ม.จ.นักขัตรมงคล ให้ ม.ล.บัว กิติยากร พาธิดาทั้งสองคือ ม.ร.ว.สิริกิติ์และ ม.ร.ว.บุษบาเข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการที่ โรงพยาบาลเป็นประจำทุกวันมีพระราชกระแสรับสั่งว่า เมื่อทรงฟื้นคืนพระสติครั้งแรก ทรงระลึกถึงบุคคลเพียง 2 คน คือสมเด็จพระราชชนนีและม.ร.ว.สิริกิติ์
เรื่องนี้ ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้กล่าวว่า “สิ่งแรกเมื่อรู้สึกพระองค์คือทรงหยิบรูป ม.ร.ว.สิริกิติ์ออกจากพระกระเป๋า ส่งถวายสมเด็จพระราชชนนี พร้อมกับรับสั่งว่า ‘แม่ เรียกสิริมาที’ ”

ท่านผู้หญิงเกนหลงกล่าวว่า “รูป ม.ร.ว.สิริกิติ์รูปนั้นเป็นรูปแรกที่ทรงถ่าย เป็นรูปหมู่ที่ถ่ายตอนบุคคลเข้าเฝ้าฯ ณ สถานทูต ม.ร.ว.สิริกิติ์อยู่เป็นคนสุดท้าย เห็นหน้าไม่ชัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ‘ยู้ฮู คนข้างหลังโผล่หน้ามาหน่อยสิ’ รูปนั้นทรงตัดเฉพาะหน้า ม.ร.ว.สิริกิติ์ไว้ในพระกระเป๋า””…เราไม่ค่อยชอบเวลาใครมาถ่ายภาพภรรยาของเรา

เราจะรู้สึกหวงและอิจฉาบรรดาช่างภาพทั้งหลายเพราะเราชอบถ่ายภาพพระราชินีด้วยตัวเราเอง เราไม่เคยทิ้งรูปถ่ายของเธอแม้แต่สักภาพเดียว แม้ว่าจะมีบางภาพที่เราไม่ค่อยชอบก็ตาม…” ในหลวงรัชกาลที่เก้า พระองค์ทรงเป็นคนโรแมนติค ทรงเคยตรัสเอาไว้กับ Mr.Reginald Davis ช่างภาพจากประเทศอังกฤษ ถึงสาเหตุที่ทรงชอบถ่ายภาพด้วยพระองค์เอง

ในปีพ.ศ.2502 ในหลวงรัชกาลที่เก้าทรงเริ่มเขียนภาพอย่างจริงจัง ในระยะแรกๆ ทรงเขียนภาพเหมือนจากพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และทรงเคยปั้นงานประติมากรรมฝีพระหัตถ์เป็นพระรูปปั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ

พระบรมราชินีนาถ ครึ่งพระองค์ ความสูง 12 นิ้วด้วย มีเรื่องเล่าถึงบทสัมภาษณ์ที่ในหลวงพระราชทานสัมภาษณ์นักข่าวต่างประเทศ เมื่อปีพ.ศ.2503 ครั้งเสด็จฯเยือนยุโรปและสหรัฐอเมริกา นักข่าวกราบบังคมทูลถามว่าเพราะเหตุใดพระองค์ถึงทรงเคร่งขรึมนัก ไม่ทรงยิ้มหรือพระสรวลบ้างเลย ทรงชี้ไปที่พระราชินีซึ่งประทับอยู่ข้างๆ พร้อมกับตอบว่า “She’s my smile

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก
https://bit.ly/3y3N5m8

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *