ดอกไม้ป่า อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

ช่วงนี้…อากาศบ้านเราเริ่มเย็น ลมพัดโบกสะบัดไปมาพาให้นึกอยากออกไปท่องเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ธรรมชาติ วิ่งเล่นอยู่ในทุ่งดอกไม้ หรือไม่ก็เข้าป่าเข้าสวนชื่นชมดอกไม้ใบหญ้านึกแล้วคงจะมีความสุขน่าดู

พูดถึงดอกไม้และทิวทัศน์ธรรมชาติ มีสถานที่ท่องเที่ยว และ 6 พันธุ์ไม้ ‘พระราชทานนาม’ จาก ‘สมเด็จพระพระพันปีหลวง’ มาฝากทุกคนกันค่ะ

ซึ่ง 6 พันธุ์ไม้เหล่านี้ยังคงสดสวยงดงามมาถึงปัจจุบันนี้ได้ก็ด้วยพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และประทับ ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ. สกลนคร

ในครั้งนั้นพระองค์ได้ทรงทราบว่า…พื้นที่ทุ่งดอกไม้ที่เคยสวยงาม กำลังสูญสิ้นกลายเป็นลานหินทรายที่ร้อนแล้ง สมเด็จพันปีหลวง จึงเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรและได้มีพระราชเสาวนีย์ให้กรมป่าไม้ช่วยดูแลรักษาและฟื้นคืนธรรมชาติที่เปราะบางแห่งนี้ให้สมบูรณ์ และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จฯ พื้นที่แห่งนี้เป็นการส่วนพระองค์อีกหลายครั้ง

ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวคือ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม (ทุ่งดอกไม้) ที่สวยงามเลื่องลือ และเต็มไปด้วยมวลบุปผชาติหลากสีนานาชนิดที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติของลูกหลานไทยอย่างยั่งยืน

6พันธุ์ไม้พระราชทานนาม ณ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม (ทุ่งดอกไม้) ได้แก่

1. สรัสจันทร (Burmannia coelestris D.Don วงศ์ BURMANIACEAE)
ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก สูง 10-30 ซม. ลำต้นเล็กเรียว ตามข้อส่วนบนของแกนมีใบเกล็ดขนาดเล็ก มีดอกสีชมพูจนถึงสีม่วงอ่อนอมฟ้า จะออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายยอด มีประมาณ 1-3 ดอก ที่ปลายยอดมีสีเหลืองหรือสีครีม เป็นดอกไม้ป่าที่ยังไม่มีผู้นำมาปลูกเลี้ยง มักขึ้นรวมกันเป็นทุ่งบนลานหินที่มีแสงแดดตลอดวัน และมีน้ำท่วมขัง หรือชายน้ำ

2. ทิพย์เกสร (Utricularia minutissima Vahl. วงศ์ LENTIBULARIACEAE)
พันธุ์ไม้พระราชทานนามที่พบขึ้นอยู่ตามบริเวณลานหินทรายน้ำขัง และพื้นที่โล่งชุ่มน้ำ เป็นพืชกินแมลง สูง 10-30 ซม. ลำต้นเล็กมาก อยู่ใต้ดิน ใบเดี่ยว และมีใบที่เปลี่ยนเป็นถุงสำหรับดักจับแมลงขนาดเล็กเป็นอาหาร มีดอกสีม่วงอ่อนแกมชมพู มักขึ้นรวมกันเป็นทุ่งบนลานหินที่มีแสงแดดตลอดวัน และมีน้ำท่วมขัง หรือชายน้ำ แม้ ‘ทิพย์เกสร’ จะเป็นดอกไม้ป่าแต่ก็สามารถนำไปปลูกในกระถางเล็ก ๆ ได้

3. มณีเทวา (Eriocaulon smitinandii Moldenke วงศ์ ERIOCAULACEAE)
เป็นไม้ล้มลุก ขึ้นอยู่ตามบริเวณลานหินชุ่มน้ำ และที่โล่งน้ำขังตามชายป่าโปร่ง ลักษณะเป็นกอขนาดเล็กคล้ายหญ้า สูง 3-6 ซม. ใบรูปแถบเรียงเป็นวงรอบโคนต้น ดอกออกเป็นช่อตั้งจากโคนกอ มีดอกสีขาวลักษณะเป็นก้อนกลมที่ปลายยอด เป็นดอกไม้ป่า แต่คนก็นิยมนำมาปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับในตู้ปลา อีกทั้งยังมาทำเป็นไม้ประดับโดยย้อมสีแล้วเข้าช่อกับดอกไม้แห้งชนิดอื่น นอกจากนี้พืชในสกุลนี้บางชนิดยังเป็นสมุนไพรทำเครื่องยารักษาอาการต่าง ๆ ได้อีกด้วย

4. สร้อยสุวรรณา (Utricularia bifida L. วงศ์ LENTIBULARIACEAE)
เป็นไม้ล้มลุก ขึ้นเป็นกอเล็ก มีอายุเพียงปีเดียว บริเวณไหลและส่วนรากมีลักษณะคล้ายเส้นด้าย ใบเดี่ยวรูปแถบ เรียงเวียนรอบโคนต้น มีอวัยวะจับแมลงตามข้อของไหล มีดอกสีเหลืองเข้ม กลีบดอกขนาดไม่เท่ากัน ผลรูปรีแกมไข่ มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก เป็นดอกไม้ป่าที่นำไปปลูกในกระถางเล็ก ๆ ได้เช่นกัน

5. ดุสิตา (Utricularia delphinioides Thor. ex Pell. วงศ์ ENTIBULARIACEAE)
พันธุ์ไม้พระราชทานนามที่พบได้ในบริเวณพื้นดินที่เปียกชื้น ชื้นแฉะ อย่างบริเวณใกล้หนองน้ำ หรือตามลานหินโล่งกว้างมีน้ำขัง เป็นไม้ล้มลุกกินแมลง สูง 10-20 ซม. มีอายุหนึ่งปี ขึ้นเป็นกอเล็ก ใบเดี่ยวรูปแถบ โคนกอในน้ำมีใบที่เปลี่ยนเป็นถุงขนาดเล็กสำหรับดักจับแมลงเป็นอาหาร มีดอกสีม่วงเข้มหรือน้ำเงินม่วง ตรงกลางกลีบมีแถบสีอ่อนถึงสีเหลือง
และไม่เพียงแต่ความสวยงาม ดุสิตายังมีสรรพคุณทางยาด้วย โดยใช้เป็นยาสมุนไพรบำรุงเลือดในร่างกาย ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง

6. นิมมานรดี (Eria affinis Griff. วงศ์ ORCHIDACEAE)
พันธุ์ไม้ชนิดนี้ไม่ได้อยู่ตามทุ่งเหมือน 5 ชนิดก่อนหน้า แต่เป็นพันธุ์ไม้ชนิดกล้วยไม้ป่าหายาก ที่พบได้ในป่าเขา ซึ่ง ‘นิมมานรดี’ เป็นชื่อพระราชทานโดยสมเด็จพระพันปีหลวง เมื่อครั้งพระองค์เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรพรรณไม้ ณ บริเวณโคกนกกะบา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2534 ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะช่วยอนุรักษ์กล้วยไม้ป่าหายากชนิดนี้ไว้

นิมมานรดี เป็นกล้วยไม้อิงอาศัย ลำลูกกล้วยรูปทรงกระบอก ใบอวบน้ำรูปขอบขนานแกมรี ดอกออกเป็นช่อ ก้านดอกมีขนนุ่มสีขาว กลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีขาว มีขีดตามยาวสีแดงเข้ม กลีบปากที่ปลายมีพื้นสีเหลืองเข้มและมีแต้มสีแดงเข้มที่โคนกลีบ เป็นกล้วยไม้ที่สวยงามแปลกตา จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับไว้ตามอาคารบ้านเรือน หรือสถานที่ต่าง ๆ

หนาวนี้ใครพอมีเวลาว่าง ลองไปนั่งสัมผัสและชื่นชมความงามของทุ่งดอกไม้ ณ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม กันดูนะคะ
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *